ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมิถุนายน 2563   

Spread the love

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมิถุนายน 2563             

                ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

              ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมิถุนายน เปรียบเทียบ

เดือนพฤษภาคม และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

 

รายการข้อคำถาม พฤษภาคม มิถุนายน คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า
เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/
ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 22.80 47.40 29.80 23.60 49.70 26.70 24.10 61.40 14.50
2. รายได้จากการทำงาน 23.50 48.10 28.40 24.30 48.20 27.50 27.20 57.30 15.50
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 34.70 47.30 18.00 33.50 49.20 17.30 28.00 59.50 12.50
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 24.20 44.40 31.40 25.20 47.80 27.00 26.30 47.80 25.90
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 27.40 45.30 27.30 27.70 47.60 24.70 28.20 51.90 19.90
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 26.20 47.40 26.40 27.10 50.40 22.50 25.80 51.30 22.80
7. การออมเงิน 26.10 45.70 28.20 28.80 47.40 23.80 21.20 61.30 17.50
8. ค่าครองชีพ 33.30 45.50 21.20 34.20 48.30 17.50 24.20 57.80 18.00
9. ภาระหนี้สิน 31.10 45.60 23.30 30.10 49.20 20.70 26.10 49.20 24.70
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 26.50 44.30 29.20 26.30 48.40 25.30 22.20 60.60 17.20
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 28.40 45.80 25.80 28.80 49.90 21.30 34.90 47.70 17.30
12. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 21.70 48.20 30.10 23.40 47.90 28.70 22.20 56.40 21.40
13. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 27.20 46.20 26.60 27.40 48.30 24.30 20.90 56.10 23.00
                       

 

     ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน 2563

รายการข้อคำถาม เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 40.80 41.40 41.60
2. รายได้จากการทำงาน 37.20 37.90 38.10
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 45.60 46.70 46.90
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 35.20 36.30 36.80
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 45.90 46.60 47.00
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 37.70 38.10 38.20
7. การออมเงิน 41.40 41.50 41.70
8. ค่าครองชีพ 41.60 41.80 42.10
9. ภาระหนี้สิน 42.20 42.50 43.30
 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 35.70 36.10 36.50
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 50.20 50.30 50.60
12. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 34.90 34.20 34.00
13. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 34.80 35.10 35.20
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 39.40 39.80 40.10

 

                ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ในเดือนมิถุนายนดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเพิ่มเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม และเมษายน  แต่เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2563 ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมยังต่ำกว่าทั้ง 3 เดือน ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้นแทบทุกด้าน  ยกเว้นด้านเดียว คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  โดยปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่น คือ การผ่อนคลายล็อกดาวน์ ระยะที่ 4 และยกเลิกเคอร์ฟิว ทำให้กิจการหลายประเภทสามารถดำเนินงานได้ อีกทั้ง มาตรการจากภาครัฐในการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สามารถเข้าถึงประชาชนโดยส่วนใหญ่แล้ว 

                จากผลการสำรวจ พบว่า คนไทยในประเทศไม่มีการติดเชื้อเพิ่มเป็นระยะเวลาติดต่อกันกว่า 28 วัน ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างปลอดภัย ซึ่งได้รับคำชมจากนานาประเทศในเรื่องการบริหารจัดการและควบคุมโควิด-19 ได้ดีมาก แต่ก็ไม่มีใครกล้าการันตีว่า ในขณะนี้คนไทยในประเทศไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว  ทั้งนี้เพราะจากข่าวการพบเชื้อโควิด-19 ในระลอกที่ 2 ในหลายประเทศ พบว่า ติดจากผู้ที่มีเชื้อโควิด-19 ที่ไม่แสดงอาการ ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีภูมิคุ้มกันที่ดี ถึงแม้ได้รับเชื้อมาก็สามารถมีภูมิคุ้มกันไม่ให้อาการของโรคแสดงออกมาได้ แต่บุคคลเหล่านี้สามารถเป็นพาหะที่จะกระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นได้  ซึ่งในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ศบค. เห็นชอบคลายล็อกดาวน์ ระยะที่ 5 อนุญาตให้กิจการที่มีความเสี่ยงสูงกลับมาเปิดให้บริการ อาทิ ผับ บาร์ คาราโอเกะ และอาบอบนวด  อีกทั้ง อนุญาตให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเปิดเรียนของโรงเรียนทั้งหมดทั่วประเทศ ทั้งนี้ ศบค. ได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นอย่างดี   อย่างไรก็ตาม จากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ในระลอกที่ 2 ของหลายประเทศ  สาเหตุเกิดมาจากการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของกิจการในหลายประเภทขาดการป้องกันที่ดี ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 จากผู้ที่ไม่มีอาการ        ดังนั้น ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ นับว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าจะเกิดการระบาดของโควิด-19 ในระลอกที่ 2 ของประเทศไทยหรือไม่  และหากเกิดขึ้น ภาครัฐจะมีมาตรการรองรับไว้อย่างไรบ้าง

                จากการสัมภาษณ์ประชาชนภาคใต้ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แนวทางการแก้ไข และความคิดเห็นต่อมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ มีดังนี้

  1. จากมาตรการของภาครัฐและเอกชนที่ช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา สามารถบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มาก ซึ่งช่วงเวลาหลังจากการระบาดของโรคลดลงแล้ว ประชาชนอยากเห็นมาตรการหรือนโยบายการช่วยเหลือและเยียวยาในระยะกลางและระยะยาวต่อจากนี้ ที่ทำให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นใช้ชีวิตอย่างปกติและจะสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้น
  2. โครงการงบฟื้นฟูแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาทในยุคโควิด-19 นั้น มีหน่วยงานต่าง ๆ ได้ยื่นของงบประมาณ 46,411โครงการ รวมงบประมาณที่ขอทั้งสิ้น 1,448,474 ล้านบาท ทะลุกรอบเงินกู้กว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ประชาชนเสนอให้พิจารณาเฉพาะโครงการ ดังนี้

                                2.1 โครงการไม่เสี่ยงต่อการทุจริต ไม่สามารถยักยอกได้

                                2.2 โครงการที่มีผลลัพธ์ในเชิงรูปธรรม มีตัวชี้วัดที่แน่นอน

                                2.3 โครงการที่สร้างรายได้ให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่

                                2.4 โครงการที่เกี่ยวกับการจ้างงานในชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนให้ดีขึ้น

                                2.5 โครงการที่ไม่ผ่านนายทุน  ผู้รับเหมา และคนกลาง ที่หวังตักตวงผลประโยชน์

                                2.6 โครงการที่อนุมัติและโอนเงินเข้าบัญชีให้ถึงมือประชาชน กลุ่มชุมชนต่าง ๆ โดยไม่ผ่านหน่วยงานต่าง ๆ

                                2.7 โครงการที่มุ่งเน้นการขาย การตลาดให้กับสินค้าและบริการของชุมชน

                                2.8 โครงการที่ใช้เวลาระยะสั้น 1-3 เดือน หรือไม่เกิน 6 เดือน สามารถเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

                                ทั้งนี้ หน่วยงานพิจารณาอนุมัติโครงการควรระมัดระวังสำหรับหลายโครงการที่มีการเขียนเพื่อนำเสนอได้เป็นอย่างดี  โดยเขียนให้เห็นภาพความสำเร็จไว้สวยหรู แต่ในทางปฏิบัติไม่เป็นไปตามที่เขียนไว้ในโครงการ หรืออาจจะเป็นโครงการเดิมที่เคยทำไว้แล้ว และมาทำเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย แต่ของบประมาณจำนวนมาก  นอกจากนี้ ควรเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถร้องเรียน หากพบโครงการที่ไม่โปร่งใส และควรจัดตั้งหน่วยงานเพื่อการตรวจสอบความโปร่งใสการดำเนินงาน และผลสัมฤทธิ์ของโครงการทั้งหมด

  1. การอนุญาตให้ชาวต่างชาติบางกลุ่มเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ อาทิ กลุ่มแรงงานฝีมือ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ  คนต่างด้าวที่เป็นครอบครัวของคนไทย  กลุ่มนักธุรกิจ  นักลงทุน  ทั้งนี้ อาจมีความสุ่มเสี่ยงที่กลุ่มชาวต่างชาติเหล่านี้จะเข้ามาพร้อมเชื้อโควิด-19 เพราะไม่ใช้มาตรการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เช่น การกักตัวไว้ 14 วัน เป็นต้น  รวมถึงควรเฝ้าระวังการเข้ามาของชาวต่างชาติบริเวณตะเข็บชายแดนตามช่องทางธรรมชาติ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่ต้องการถูกกักตัว  และหากกลุ่มเหล่านี้สามารถลักลอบเข้ามาได้ อาจนำเชื้อโควิด-19 เข้ามาแพร่เชื้อได้สูง
  2. การกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบไทยเที่ยวไทยในวันธรรมดาตั้งแต่วันจันทร์ ถึง วันพฤหัส เนื่องจากในวันธรรมดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวจำนวนน้อย  ดังนั้นประชาชนจึงเสนอให้ภาครัฐจัดโปรโมชั่นสำหรับการท่องเที่ยววันธรรมดา เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และเป็นการกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้ไปเที่ยวกระจุกกันเฉพาะวันหยุด
  3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจทำให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคลดน้อยลง ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งต้องปิดกิจการ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนไว้ได้ ทำให้มีคนตกงานจำนวนมาก ประกอบกับในช่วงเดือนกรกฎาคมมีผู้ที่จบการศึกษาพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานจำนวนมากกว่า 500,000 คน ทำให้เกิดการแข่งขันกันสูงในการเข้าทำงานในองค์กรต่าง ๆ และส่งผลให้นักศึกษาจำนวนมากว่างงงาน  จึงมีผู้เสนอให้ภาครัฐกำหนดโครงการเพื่อให้เกิดการจ้างงานมากขึ้น และควรมีข้อเสนอให้นักธุรกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศ และให้นักศึกษาจบใหม่และผู้ที่ตกงานได้มีงานทำ
  4. ประชาชนส่วนหนึ่งมีมุมมองว่า หากตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไม่ควรเปิดประเทศแบบเต็มตัว  เพราะมองว่าหากเปิดประเทศเต็มตัว การแพร่เชื้อโควิด-19 ย่อมเกิดขึ้นแน่นอน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนหนักกว่าระลอกแรก เนื่องจากภาครัฐอาจจะไม่สามารถหาเงินจำนวนมากมาช่วยเยียวยาได้เหมือนครั้งแรก  อีกทั้ง ภาพลักษณ์ที่นานาประเทศมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการและควบคุมโควิด-19 ได้ดี ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย และนักลงทุนต่างชาติก็อยากเข้ามาลงทุนประเทศไทย ต้องเปลี่ยนไป
  5. ประชาชนเสนอให้ภาครัฐกำหนดมาตรการระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)  ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในการดำเนินชีวิตของประชาชน อาทิ การนั่งรถโดยสารสาธารณะ ภาครัฐกำหนดให้นั่งห่างกัน โดยเว้นหนึ่งที่นั่ง เพื่อให้ไม่นั่งติดกัน แต่ความเป็นจริงในทางปฏิบัติ พบว่า ผู้โดยสารนั่งห่างกันโดยเว้นที่ว่าง 1 ที่นั่งตามมาตรการของภาครัฐ แต่ยืนติดกันจำนวนมาก
  6. ในการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคมในการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีความผิดพลาด และล่าช้ามาก ประชาชนผู้ประกันตนส่วนหนึ่งเสนอให้ภาครัฐปรับโครงสร้างการทำงานของสำนักงานประกันสังคม โดยเสนอให้การทำงานของสำนักงานประกันสังคมควรเป็นการทำงานเชิงรุก ไม่ใช่เชิงรับเหมือนที่ผ่านมา
  7. กระแส New Normal  เป็นการปรับตัวเพื่อเข้าสู่ชีวิตปกติวีถีใหม่ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งอยากเห็นการเมืองวิถีใหม่   และขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาผู้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีทุกคน ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นอันดับแรก และการเข้ามารับตำแหน่งเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถตรงกับกระทรวงนั้น  และเสนอให้รัฐมนตรีทุกท่านแถลงผลงานที่เป็นรูปธรรมในทุก ๆ 3 เดือนให้ประชาชนรับทราบ
  8. จากข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่ไม่ออกอาการ และบุคคลเหล่านี้อาจจะนำเชื้อไปแพร่ให้กับผู้อื่นได้  ประชาชนจึงเสนอให้ภาครัฐมีการสุ่มตรวจประชาชนแบบเชิงรุกในทุก ๆ วัน โดยเข้าไปตรวจกับกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ ในกลุ่มคนที่เข้าไปเที่ยวในสถานบันเทิงต่าง ๆ และสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก
  9. ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดรายได้ แต่มีรายจ่ายที่ต้องจ่ายเท่าเดิม มีประชาชนที่ถูกยึดรถยนต์ และรถตู้จำนวนไม่น้อย  อีกทั้ง ประชาชนจำนวนมากที่ไม่สามารถกู้เงินธนาคารได้ หรือกู้ได้แต่ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ประชาชนกลุ่มเหล่านี้หันไปใช้บริการเงินกู้นอกระบบจำนวนมาก ซึ่งเงินกู้นอกระบบส่วนใหญ่มีดอกเบี้ยสูงมาก  ประชาชนจึงเสนอให้ภาครัฐช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบ ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน
  10. ประชาชนผู้มีรายได้น้อย และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ ยังต้องการความช่วยเหลือในเรื่อง อาหาร และของใช้ที่จำเป็น จึงเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนจัดตั้งโรงทานในชุมชน และตู้ปันสุข เพื่อให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ได้มีข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นไว้ยังชีพ

                ขณะที่ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 24.10 และ 27.20 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 28.00 และ 26.30 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 28.20  22.20 และ 20.90  ตามลำดับ

                 ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ         ค่าครองชีพ คิดเป็นร้อยละ 25.70 รองลงมา คือ ราคาสินค้าสูง และราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ คิดเป็นร้อยละ 24.20 และ 12.50 ตามลำดับ ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือ ค่าครองชีพ รองลงมา คือ ราคาสินค้าสูง ตามลำดับ

 

              

Facebook Comments


Spread the love

Written by 

Related posts

%d bloggers like this: