ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน 2569
ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน เปรียบเทียบเดือนสิงหาคม และกรกฎาคม 2569
| รายการ | 2569 | ||
| กรกฎาคม | สิงหาคม | กันยายน | |
| 1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม | 45.60 | 45.30 | 43.70* |
| 2. รายได้จากการทำงาน | 40.30 | 40.10 | 39.80* |
| 3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในครอบครัว | 52.00 | 52.20 | 52.50 |
| 4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ | 45.30 | 44.60 | 43.40* |
| 5. ความสุขในการดำเนินชีวิต | 45.20 | 44.90 | 44.30* |
| 6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) | 40.10 | 39.80 | 39.60* |
| 7. การออมเงิน | 38.40 | 38.30 | 38.10* |
| 8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ | 34.50 | 33.90 | 33.20* |
| 9. การลดลงของหนี้สิน | 40.60 | 40.50 | 39.90* |
| 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 40.50 | 40.40 | 40.00* |
| 11. การแก้ปัญหายาเสพติด | 36.50 | 36.30 | 36.40 |
| 12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ | 33.50 | 33.40 | 33.40 |
| 13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | 40.00 | 39.80 | 39.80 |
| 14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม | 40.90 | 40.70 | 40.30* |
* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลง
![]() |
![]() |
ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนกันยายน (40.30) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคม (40.70) และเดือนกรกฎาคม (40.90) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ การลดลงของหนี้สิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงมีสาเหตุจากหลายปัจจัย แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดเกิดจากสงครามความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก เมื่อสถานการณ์การสู้รบบานปลายจนนำไปสู่การปิดช่องทางเดินเรือหรือเส้นทางขนส่งหลัก ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบที่จะส่งออกสู่ตลาดโลกหยุดชะงักและจากความตื่นตระหนกที่ปริมาณน้ำมันหดหายไปจึงทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นมีดังนี้
- ราคาน้ำมันดีเซลและพลังงานพุ่งสูง เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจึงได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะ “น้ำมันดีเซล” ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจ เมื่อต้นทุนนำเข้าสูงเกินกว่าที่กองทุนน้ำมันของภาครัฐจะแบกรับไหว ปั๊มน้ำมันจึงต้องปรับราคาสูงขึ้นตามความเป็นจริง รวมถึงก๊าซหุงต้มก็ปรับราคาขึ้นตามไปด้วย
- ต้นทุนการผลิตและการขนส่งเพิ่มขึ้น น้ำมันดีเซลนับเป็นหัวใจหลักของระบบโลจิสติกส์ ตั้งแต่รถบรรทุกขนส่งสินค้าระหว่างจังหวัด รถกระบะส่งของ รถไถนาของเกษตรกร ไปจนถึงเรือประมง ฯลฯ เมื่อราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งสินค้าก็เพิ่มสูงขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าและพลังงานก็มีต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้จัดจำหน่ายล้วนมีต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย
- ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น เมื่อผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง และร้านค้าปลีกไม่สามารถแบกรับต้นทุนค่าขนส่งและค่าวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นได้ จึงมีความจำเป็นต้องผลักภาระทั้งหมดให้กับผู้บริโภค ด้วยการขึ้นราคาสินค้า ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร อาหารแห้ง ผักสด เนื้อสัตว์ หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน
- ค่าครองชีพสูงและเกิดปัญหาเงินเฟ้อ เมื่อสินค้าแทบทุกอย่างแพงขึ้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบมาก คือ ผู้ที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง เนื่องจากประชาชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ทำให้เงินที่มีสามารถซื้อสินค้าได้ในปริมาณลดลงในราคาที่จ่ายเท่าเดิม จึงเกิดเป็นภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้รายรับไม่พอกับรายจ่าย ประชาชนที่มีเงินเก็บก็ต้องดึงเงินออมออกมาใช้ ส่วนผู้ที่ไม่มีเงินเก็บก็ต้องหันไปกู้หนี้นอกระบบ เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีพ
กล่าวได้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีจุดเริ่มต้นจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้มต้องปรับตัวสูงขึ้น และกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งสินค้า ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้น เกิดเป็นภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่พุ่งสูง ในขณะที่รายได้ของประชาชนยังเท่าเดิมหรือลดลง ประชาชนต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ซึ่งวิกฤตที่เกิดขึ้นทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมลดลง
![]() |
![]() |
เมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนรายด้านที่ลดลง มีสาเหตุดังนี้
- เศรษฐกิจโดยรวม เกิดจากผลกระทบลูกโซ่ของราคาพลังงานที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งสูง ทำให้ SMEs ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ต้องลดกำลังการผลิต ลดโอที หรือเลิกจ้างพนักงาน ประกอบกับการช่วยเหลือของรัฐเป็นเพียงมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจยังฝืดเคือง
- รายได้จากการทำงาน เดือนกันยายนเป็นช่วงที่ภาคใต้เผชิญกับพายุและฝนตกชุก ส่งผลกระทบต่อชาวสวนยางพาราที่ไม่สามารถออกไปกรีดยางได้ ทำให้ขาดรายได้ ส่วนเกษตรกรสวนปาล์มก็ต้องแบกรับค่าปุ๋ยและค่าขนส่งที่แพงขึ้นจนแทบไม่เหลือกำไร เมื่อเกษตรกรและคนงานมีรายได้น้อยลง จึงส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยในตลาดขายของได้น้อยลงตามไปด้วย
- รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในยามที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ประชาชนมองว่ารายจ่ายในการท่องเที่ยวเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ต้องตัดทิ้ง ประกอบกับค่าน้ำมันและค่าตั๋วโดยสารที่แพงขึ้นมาก รวมถึงสภาพอากาศที่เป็นหน้ามรสุม ทำให้ประชาชนเลือกที่จะไม่เดินทาง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ธุรกิจที่พัก ร้านอาหาร และบริการท่องเที่ยวในชุมชนขาดรายได้
- ความสุขในการดำเนินชีวิต ประชาชนต้องเผชิญกับความเครียดและต้องดิ้นรนอย่างหนักจากปัญหาปากท้อง เนื่องจากไม่สามารถหาเงินให้เพียงพอกับรายจ่าย ได้แก่ ค่ากับข้าว ค่าไฟ และค่าเทอมลูก เป็นต้น นอกจากนี้ ชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รู้สึกเสียใจ ส่งผลให้สภาพจิตใจย่ำแย่ ขาดความมั่นคงในชีวิต และทำให้ความสุขในการดำเนินชีวิตลดลง
- ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) ประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง ซึ่งสวนทางกับรายจ่ายที่พุ่งสูงขึ้น ประชาชนต้องซื้อข้าวสาร ไข่ไก่ และก๊าซหุงต้มในราคาที่แพงขึ้น ทำให้เงินในกระเป๋าติดลบ เนื่องจากรายรับไม่เพียงพอกับรายจ่ายต่อเดือน
- การออมเงิน เมื่อรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายในแต่ละวัน การแบ่งเงินไว้เก็บออมจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในทางกลับกัน ประชาชนส่วนหนึ่งจำเป็นต้องนำเงินเก็บก้อนสุดท้าย หรือนำสิ่งของที่มีค่าไปจำนำ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว
- การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ สินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ซึ่งภาครัฐไม่สามารถตรึงราคาสินค้าไว้ได้ เนื่องจากการตรึงราคาไว้จะทำให้สินค้าขาดตลาด เพราะผู้ผลิตอาจต้องหยุดผลิตสินค้า เนื่องจากไม่สามารถแบกรับต้นทุนไว้ได้
- การลดลงของหนี้สิน เมื่อรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ประชาชนจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคาร หรือใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ในส่วนชาวบ้านที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ในระบบได้ ก็ต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงมาก ทั้งนี้ ประชาชนยังมีความจำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสิน เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว ทำให้หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูง ประมาณ 85-90% ของ GDP
- ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ความยากจนและความหิวโหยเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสังคม และทำให้เกิดคดีลักเล็กขโมยน้อยพุ่งสูงขึ้น เช่น การขโมยขี้ยางพารา ขโมยตัดผลปาล์มในสวน ขโมยถังแก๊ส รวมถึงการเข้ามาขโมยของในบ้าน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
![]() |
![]() |
จากการสัมภาษณ์ประชาชนต่อความคาดหวังและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนในหลากหลายอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาล ดังนี้
- แก้ปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงจากต้นทุนพลังงาน ปัญหาหลักที่ชาวบ้านกำลังเผชิญ คือ ข้าวของเครื่องใช้และอาหารแพงขึ้น ซึ่งต้นเหตุมาจากราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้มที่ปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ ควรออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด เช่น การแจกคูปองส่วนลดค่าพลังงาน ให้เฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการขนส่งรายย่อย เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและขนส่ง ซึ่งจะส่งผลให้สามารถควบคุมราคาสินค้าไม่ให้แพงขึ้นได้
- ช่วยเหลือชาวสวนยางและเกษตรกรที่ขาดรายได้ในช่วงหน้าฝน ช่วงเดือนกันยายน ภาคใต้มีฝนตกชุก ทำให้ชาวสวนยางพารากรีดยางไม่ได้ ขาดรายได้รายวันอย่างหนัก ในขณะที่ชาวสวนปาล์มก็มีต้นทุนค่าปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรพิจารณาจ่ายเงินชดเชยรายได้ในช่วงมรสุม หรือจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินให้เกษตรกรสามารถกู้ยืมไปใช้จ่ายในครอบครัวด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อต่อลมหายใจให้ชาวสวนในช่วงที่ขาดรายได้
- กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวที่ซบเซาทำให้ชาวบ้านในชุมชนที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวขาดรายได้ รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควรจัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน และสนับสนุนแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ร้านอาหารและโฮมสเตย์ของชาวบ้าน เพื่อให้เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง
- การป้องกันและปราบปรามปัญหาอาชญากรรม ความเครียดและปัญหาปากท้องทำให้เกิดคดีลักขโมย รัฐบาลควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการสร้างงานและอาชีพให้คนในชุมชน ควบคู่ไปกับการจัดตั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อเฝ้าระวังโจรขโมยผลิตผลทางการเกษตร และดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้าน






