ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมิถุนายน 2569
ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมิถุนายน เปรียบเทียบเดือนพฤษภาคม และเมษายน 2569
|
รายการ |
เมษายน 2569 | พฤษภาคม 2569 | มิถุนายน 2569 | ||||||
| เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น | คงที่/เท่าเดิม | ลดลง/
แย่ลง |
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น | คงที่/เท่าเดิม | ลดลง/
แย่ลง |
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น | คงที่/เท่าเดิม | ลดลง/
แย่ลง |
|
| 1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม | 26.50 | 43.30 | 30.20 | 26.10 | 43.00 | 30.90 | 26.40 | 43.20 | 30.40 |
| 2. รายได้จากการทำงาน | 27.30 | 42.20 | 30.50 | 27.20 | 41.70 | 31.10 | 27.50 | 41.60 | 30.90 |
| 3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น
ในครอบครัว |
30.20 | 43.90 | 25.90 | 30.10 | 43.40 | 26.50 | 30.00 | 43.30 | 26.70 |
| 4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง
ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ |
27.50 | 43.50 | 29.00 | 27.30 | 43.20 | 29.50 | 27.00 | 43.10 | 29.90 |
| 5. ความสุขในการดำเนินชีวิต | 26.20 | 42.20 | 31.60 | 26.10 | 42.30 | 31.60 | 26.30 | 42.50 | 31.20 |
| 6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) | 25.40 | 41.50 | 33.10 | 25.40 | 41.50 | 33.10 | 25.60 | 41.70 | 32.70 |
| 7. การออมเงิน | 24.30 | 41.20 | 34.50 | 24.00 | 41.00 | 35.00 | 24.30 | 41.20 | 34.50 |
| 8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ | 25.10 | 41.40 | 33.50 | 25.20 | 39.60 | 35.20 | 25.40 | 39.80 | 34.80 |
| 9. การลดลงของหนี้สิน | 24.10 | 42.40 | 33.50 | 24.00 | 42.20 | 33.80 | 24.10 | 42.00 | 33.90 |
| 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 25.30 | 43.10 | 31.60 | 25.50 | 43.30 | 31.20 | 25.80 | 43.40 | 30.80 |
| 11. การแก้ปัญหายาเสพติด | 23.10 | 39.40 | 37.50 | 23.40 | 38.40 | 38.20 | 23.10 | 38.20 | 38.70 |
| 12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ |
25.40 | 42.80 | 31.80 | 25.30 | 42.30 | 32.40 | 25.50 | 42.50 | 32.00 |
| 13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | 27.40 | 40.50 | 32.10 | 27.20 | 39.50 | 33.30 | 27.50 | 39.40 | 33.10 |
ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน 2569
| รายการ | 2569 | ||
| เมษายน | พฤษภาคม | มิถุนายน | |
| 1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม | 44.10 | 43.80* | 45.70* |
| 2. รายได้จากการทำงาน | 39.80 | 39.60* | 40.50* |
| 3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในครอบครัว | 53.50 | 53.00* | 52.90 |
| 4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ | 49.90 | 47.10* | 46.80 |
| 5. ความสุขในการดำเนินชีวิต | 45.40 | 45.30* | 46.20* |
| 6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) | 39.70 | 39.50* | 40.30* |
| 7. การออมเงิน | 38.30 | 38.20* | 38.60* |
| 8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ | 34.00 | 33.70* | 34.90* |
| 9. การลดลงของหนี้สิน | 41.30 | 40.90* | 40.80 |
| 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 40.10 | 40.40 | 40.50* |
| 11. การแก้ปัญหายาเสพติด | 33.90 | 33.60* | 33.60 |
| 12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ | 31.80 | 31.80 | 33.70* |
| 13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | 37.10 | 37.00* | 40.10* |
| 14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม | 40.60 | 40.30* | 41.10* |
* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนมิถุนายน (41.10) ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม (40.30) และเดือนเมษายน (40.60) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มขึ้นมีสาเหตุหลักมาจาก ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านมีท่าทีผ่อนคลายลงอย่างมาก เมื่อทั้งสองฝ่ายยอมจับมือเซ็นสัญญาสงบศึก เพื่อเปิดทางให้เรือขนส่งสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันกลับมาวิ่งได้ตามปกติ โดยสหรัฐอเมริกาได้ยอมถอยและเลิกปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ถึงแม้ว่าช่วงปลายเดือนจะมีการโจมตีกันบ้าง แต่ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงข้อตกลงสันติภาพ จึงยุติการตอบโต้กันเพื่อรักษาเสถียรภาพไว้ ทำให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มลดลง และจากการที่ราคาน้ำมันเริ่มลดราคาลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาค่าขนส่ง ค่าโดยสาร และของใช้ในชีวิตประจำวันเริ่มลดลง และทรงตัว (ไม่แพงขึ้น) ส่งผลดีต่อประชาชนในแต่ละสาขาอาชีพ อาทิ ผู้ประกอบการ SMEs พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร ผู้ให้บริการขนส่ง ไรเดอร์ ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในชุมชน รวมถึงมนุษย์เงินเดือน และลูกจ้างทั่วไป เป็นต้น
นอกจากนี้รัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 ซึ่งช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเดือนละ 5 หมื่นล้านบาท หากรวมกับวงเงินงบประมาณ 1.7 แสนล้านบาทของรัฐบาล จะทำให้มีเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจราว 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างมาก เพราะเม็ดเงินไทยช่วยไทยพลัสส่วนใหญ่จะช่วยกระจายรายได้อย่างเป็นรูปธรรมไปยังร้านค้าชุมชน ผู้ให้บริการรายย่อยในชุมชน หาบเร่ แผงลอย และผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งกลุ่มเหล่านี้เป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อีกทั้ง ช่วยประคับประคองให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ไม่ต้องปิดกิจการ นอกจากนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางได้เป็นอย่างมาก โดยรูปแบบของโครงการนี้ได้พัฒนาและปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี โดยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานผ่านระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้งานได้ดีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงสะท้อนต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการและค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ภาคการผลิตและภาคการส่งออกยังเผชิญความเสี่ยงจากการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ในอัตรา 12.5% ตามมาตรา 301 ที่จะบังคับใช้ในอนาคต นอกจากนี้ เมื่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จบลงในสิ้นเดือนกันยายน และไม่มีโครงการใหม่มาต่อยอด อาจจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยกลับมาซบเซาและเงียบเหงาลงอีกครั้ง เพราะเมื่อประชาชนต้องควักเงินในกระเป๋าจ่ายเองเต็มจำนวน ประกอบกับภาระหนี้สินที่ยังมีอยู่ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ต้องกลับมาประหยัดเงินกันมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของธุรกิจ SMEs ร้านค้าชุมชน และผู้ให้บริการรายย่อยในชุมชนลดลงอีกครั้ง โดยร้านค้าที่จะอยู่รอดได้ คือ ร้านที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่ดี ทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ และยอมควักเงินตัวเองกลับมาซื้อซ้ำ
![]() |
![]() |
จากการสัมภาษณ์ประชาชนต่อความคาดหวังและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนในหลากหลายอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาล ดังนี้
- จากข่าวที่มีการเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับค่าไฟถนน ตรอก ซอย และพื้นที่สาธารณะที่เปิดใช้งานทุกคืน ภาครัฐได้นำไปรวมไว้ในบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องร่วมกันจ่ายมานานกว่า 39 ปี และจากการสอบถาม พบว่า ประชาชนมีความคิดเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ถูกภาครัฐเอาเปรียบ โดยการผลักภาระค่าไฟถนนและค่าไฟในพื้นที่สาธารณะให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชนบทหรือที่อยู่ในซอยเปลี่ยวไม่มีไฟถนน แต่ต้องมาจ่ายค่าไฟที่ตนเองไม่ได้ใช้ จากข่าวดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจต่อโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าว่า ยังมีต้นทุนแฝงอะไรอีกบ้างที่ถูกซุกซ่อนไว้และผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการ ดังนี้
1.1 ปรับเปลี่ยนเสาไฟถนน ตรอก ซอย และไฟตามพื้นที่สาธารณะให้เป็นระบบโซลาร์เซลล์
1.2 ปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ อาทิ
1) นำค่าไฟถนนและค่าไฟสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า
2) นำค่า Ft ออกจากค่าไฟในการคำนวณค่าไฟของประชาชน
3) เจรจาปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เนื่องจากปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 15-20% แต่ปัจจุบันมีปริมาณไฟฟ้าสำรอง 40-50% ซึ่งเกินปริมาณที่เหมาะสมไปมาก จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทยมีราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น
- จากต้นทุนการเกษตรที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งราคาปุ๋ย สารเคมีปราบศัตรูพืช น้ำมันเชื้อเพลิง และค่าแรงงาน อีกทั้ง เกษตรกรมักถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ และถูกกดราคารับซื้อ ทำให้เกษตรกรขาดทุน และไม่มีเงินเพียงพอในการชำระหนี้ในระบบและนอกระบบ ทั้งนี้ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการช่วยเหลือ ดังนี้
2.1 ช่วยให้เกษตรกรหลุดพ้นจากวงจรหนี้สินนอกระบบที่ผูกพันกับพ่อค้าคนกลาง ภาครัฐควรช่วยออกแบบโครงสร้างองค์กรให้กลุ่มเกษตรกรสามารถบริหารงานได้เหมือนบริษัทที่มีการทำแผนธุรกิจที่ชัดเจน และมีระบบบัญชีที่โปร่งใส เมื่อกลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็งและมีสถานะเป็นนิติบุคคลที่น่าเชื่อถือ ย่อมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น
2.2 ช่วยเกษตรกรในการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ภาครัฐควรสนับสนุนงบประมาณให้กลุ่มเกษตรกรจัดตั้ง “ลานรับซื้อกลาง” ที่มีเครื่องมือตรวจสอบมาตรฐานที่เชื่อถือได้ เช่น ยางพารา กลุ่มเกษตรกรต้องมีเครื่องมือวัดเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง และเครื่องชั่งน้ำหนักที่ได้มาตรฐาน ทำให้พ่อค้าคนกลางไม่สามารถใช้ข้ออ้างเรื่องคุณภาพมาหักราคารับซื้อได้
2.3 การตัดตอนพ่อค้าคนกลางออกไป ภาครัฐควรช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตให้กับโรงงานหรือผู้ซื้อโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
2.4 การสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นทายาทเกษตรกร ภาครัฐควรมีมาตรการจูงใจให้คนรุ่นใหม่ที่เป็นทายาทเกษตรให้เข้ามาสืบทอด โดยการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้นำความรู้ทางด้านเทคโนโลยี และการบริหารจัดการมาผสมผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรมีศักยภาพและขีดความสามารถทางการแข่งขันที่สูงขึ้น
- ประชาชนมองว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในขณะนี้ เพราะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยประชาชนมีความกังวลว่า หลังจากจบโครงการฯ สิ้นเดือนกันยายน 2569 นี้ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนอาจจะลดลงเป็นอย่างมาก จึงเสนอแนะให้ภาครัฐควรวางแผนเตรียมออกโครงการต่อยอด หรือคิดโครงการใหม่ ๆ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ และควรออกมาตรการช่วยลดค่าครองชีพแบบมุ่งเป้าให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการออกมาตรการทางภาษีช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนและลูกจ้างทั่วไป
- จากการท่องเที่ยวในช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วง Low Season ประกอบกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนน้ำมันของอากาศยานพุ่งสูงขึ้น และราคาตั๋วแพงขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวน้อยลง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการต้องการให้รัฐบาลดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” โดยภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน และประชาชนออกส่วนที่เหลือ เช่นเดียวกับโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้


