ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม 2568

Spread the love

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม 2568

                      ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

 

              ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม 2568 เปรียบเทียบเดือนเมษายน 2568 และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

 

 

                           รายการ

            เมษายน 2568             พฤษภาคม 2568   คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า
เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/
ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 28.60 44.20 27.20 28.10 44.00 27.90 35.60 52.80 11.60
2. รายได้จากการทำงาน 26.90 44.60 28.50 26.20 43.60 30.20 37.70 54.20 8.10
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น

ในครอบครัว

33.50 45.80 20.70 33.20 45.10 21.70 29.60 47.50 22.90
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง

ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

29.70 45.60 24.70 28.30 45.20 26.50 37.70 49.90 12.40
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 28.40 44.70 26.90 28.20 43.50 28.30 30.60 48.90 20.50
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 27.50 46.40 26.10 27.40 45.40 27.20 37.80 47.50 14.70
7. การออมเงิน 25.10 43.00 31.90 25.00 42.60 32.40 32.60 39.50 27.90
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 25.20 43.10 31.70 25.20 43.10 31.70 36.20 47.60 16.20
9. การลดลงของหนี้สิน 24.40 34.00 41.60 24.40 33.80 41.80 35.40 48.70 15.90
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 26.80 44.20 29.00 26.80 44.20 29.00 35.30 48.60 16.10
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 24.00 42.40 33.60 23.70 42.10 34.20 35.60 51.30 13.10
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด

ชายแดนภาคใต้

26.30 40.30 33.40 26.10 40.00 33.90 36.80 48.60 14.60
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 27.00 43.60 29.40 27.00 43.20 29.80 34.70 51.70 13.60

  

 ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม 2568

รายการ 2568
มีนาคม เมษายน พฤษภาคม
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 47.40 48.00 46.70*
2. รายได้จากการทำงาน 43.70 44.30 43.50*
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 60.80 62.20 60.10*
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 48.50 50.90 47.80*
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 49.20 50.70 48.60*
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 42.30 42.10 41.90*
7. การออมเงิน 40.00 40.00 39.80*
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 38.10 38.00 38.00
9. การลดลงของหนี้สิน 45.20 45.10 44.60*
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 43.10 43.00 43.00
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 37.30 37.30 37.10*
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 33.90 33.80 33.50*
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 40.10 40.10 39.40*
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 43.80 44.30 43.40*

* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลง

                ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนพฤษภาคม (43.40) ปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเมษายน (44.30) และเดือนมีนาคม (43.80) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว  รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว  ความสุขในการดำเนินชีวิต  ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)  การออมเงิน  การลดลงของหนี้สิน  การแก้ปัญหายาเสพติด  การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยปัจจัยลบที่สำคัญ ได้แก่ 1) การท่องเที่ยวไทยซบเซาลง ทั้งจากนักท่องเที่ยวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดหลักอย่างนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ ปัญหาด้านภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยเรื่องความไม่ปลอดภัยจากเหตุการณ์อาชญากรรมกับนักท่องเที่ยวจีน  และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชียที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว ฯลฯ โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่หายไปได้เดินทางไปยังไปประเทศอื่นในเอเชียแทน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ส่งผลให้ไทยสูญเสียรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเป็นจำนวนมาก     2) การส่งออกของไทยที่ลดลง เป็นเพราะอัตราภาษีการส่งออก ค่าเงินบาทแข็ง และการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ความต้องการของประเทศที่เป็นตลาดหลักของไทย เช่น จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป ลดการนำเข้าสินค้าจากไทย  3) ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ทำให้มีหนี้ครัวเรือนสูง โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งทำให้ประชาชนใช้จ่ายน้อยลง ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก ร้านค้า แผงลอย ต้องปิดตัวจำนวนมาก และ 4) นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ไม่มีความแน่นอน ล่าช้า เลื่อนเวลา และไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อาทิ ดิจิทัลวอลเล็ต  10,000 บาท  โครงการแลนด์บริดจ์ “ชุมพร-ระนอง”   การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ  การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400-600 บาทต่อวัน  การลดราคาพลังงานและสาธารณูปโภค  การพักชำระหนี้เกษตรกร  รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย  และไทยเที่ยวไทยคนละครึ่ง  เป็นต้น  ซึ่งประชาชนมองว่า ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สาเหตุสำคัญมาจากการบริหารงานของภาครัฐที่ผิดพลาด ซึ่งไม่ใช่ประเทศไทยไม่มีเงิน แต่ภาครัฐนำเงินไปใช้อย่างไม่คุ้มค่า และเงินที่นำไปใช้จำนวนมากไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง จึงทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

                จากการที่รัฐบาลปรับการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามการค้า   ซึ่งประกอบด้วย โครงการลงทุนบริหารจัดการน้ำ โครงการลงทุนด้านคมนาคม โครงการลงทุนพัฒนาการท่องเที่ยว และโครงการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันที่เป็นแรงกดดันจากนโยบายภาษีทางการค้าของสหรัฐอเมริกา และปัจจัยอื่น ๆ  หากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยคัดสรรเฉพาะโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และไม่ให้เกิดการทุจริต คอร์รัปชันในหน่วยงานราชการ  ซึ่งนอกจากจะสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านการจ้างงานและการใช้จ่ายของรัฐแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพของการผลิตในระยะยาว ขณะเดียวกันโครงการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอาจเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยในการกระจายรายได้ และส่งเสริมกิจกรรมเศรษฐกิจฐานราก  อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของโครงการ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณที่รวดเร็วและกระจายลงสู่กลุ่มเป้าหมายได้ตามแผนที่วางไว้ หากภาครัฐสามารถผลักดันให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้จริงภายในปีงบประมาณก็จะทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากกว่าการแจกเงินแบบครั้งเดียว ซึ่งการแจกเงินที่ผ่านมาเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น  แต่ต้องสูญเสียงบประมาณของประเทศเป็นจำนวนมาก

จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนและนักวิชาการในหลากหลายสาขาอาชีพได้เสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้

  1. จากการที่รัฐบาลปรับการใช้งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเล็ต เปลี่ยนเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรองรับผลกระทบจากสงครามการค้า  ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้เวลาหน่วยงานต่าง ๆ ส่งโครงการเพียง 3 วัน ซึ่งนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก ทำให้โครงการที่ส่งเข้ามากว่า 2 หมื่นโครงการอาจจะไม่ตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจ และอาจมีการทุจริต คอร์รัปชัน และเงินทอนของแต่ละโครงการ ดังนั้นประชาชนจึงขอให้ภาครัฐที่เป็นหน่วยงานคัดเลือกโครงการ ช่วยคัดกรองเฉพาะโครงการที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง     อีกทั้ง จัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินในโครงการต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินโครงการต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ชาวบ้านในชุมชนมองว่า งบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท เป็นเงินจำนวนมากที่จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ หากภาครัฐนำเงินส่วนหนึ่งไปใช้เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้จะทำให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน เช่น โครงการจ้างงานคนในชุมชนเพื่อพัฒนาท้องถิ่น โครงการพัฒนาทักษะอาชีพของคนในชุมชนที่ตลาดแรงงานต้องการ โครงการพัฒนาแรงงานเกษตรสมัยใหม่ โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเชิงเกษตรของชุมชน  เป็นต้น
  3. จากราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งโรงงานปาล์มน้ำมันก็ไม่รับซื้อผลผลิตจากปาล์มน้ำมัน หรือรับซื้อในจำนวนจำกัด จึงทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน และขาดรายได้ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เกษตรกรปาล์มน้ำมันวอนขอให้ภาครัฐช่วยเหลือ อาทิ กำหนดราคาประกันรายได้ผลผลิตจากปาล์มน้ำมัน สนับสนุนให้โรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิต ควบคุมการนำเข้าปาล์มน้ำมันเมื่อผลผลิตในประเทศมีล้นตลาด และส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น
  4. ภาคใต้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน และในหลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ซึ่งประชาชนมองว่าฤดูฝนในปีนี้ ภาคใต้มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ จึงขอเสนอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเตรียมแผนการป้องกันเหตุน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน และช่วยแจ้งเตือนภัยก่อนล่วงหน้า เพื่อประชาชนจะได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

                ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 35.60 และ 37.70 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็น ร้อยละ 29.60 และ 37.70 ตามลำดับ ในขณะที่ความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น  คิดเป็นร้อยละ
30.60, 36.80 และ 34.70 ตามลำดับ

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts

Verified by ExactMetrics