ไทยพบเคสโควิด-19 “โอมิครอน” มากเป็นอันดับ 15 ของโลก

Spread the love

 

ไทยพบเคสโควิด-19 “โอมิครอน” มากเป็นอันดับ 15 ของโลก
 
การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โอมิครอนขณะนี้ระบาดไปแล้วในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก มีรายงานพบผู้ติดเชื้อประมาณ 370,000 รายทั่วโลก และมีผู้เสียชีวิตราว 104 ราย หรือมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3,500 ราย
สำหรับประเทศไทยเอง มีอัตราพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 โอมิครอนในระดับที่ไม่ธรรมดา เพราะหากพิจารณาที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อ ไทยพบโอมิครอนมากเป็นอันดับ 15 ของโลก อันดับ 4 ของเอเชีย และอันดับ 2 ของอาเซียน แต่ยังไม่มีรายงานการเสียชีวิต
 
 
โดย ณ วันที่ 3 ม.ค. ประเทศไทยรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 โอมิครอนแล้ว 1,780 ราย โดยพบรายแรกในผู้ที่เดินทางมาจากสเปน เมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา
แรกเริ่มเดิมที ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 โอมิครอนในลักษณะเคสที่มาจากต่างประเทศเท่านั้น แต่เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2564 มีรายงานพบเคสการระบาดภายในประเทศเป็นครั้งแรก
 
ต่อมา โควิด-19 โอมิครอนเริ่มระบาดแพร่กระจายในหลายพื้นที่ เกิดคลัสเตอร์ใหม่ ๆ ที่คาดว่ามีความมเชื่อมโยงกับโอมิครอน เช่น จ.กาฬสินธุ์ ในพื้นที่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พื้นที่ จ.อุบลราชธานี เป็นต้น
 
ส่งผลให้ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนมากเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองลงมาจากสิงคโปร์ ซึ่งพบเคสโอมิครอนแล้ว 1,813 ราย ถัดจากประเทศไทยเป็นอินโดนีเซียอยู่ในอันดับ 3 รายงานพบ 164 ราย ส่วนเพื่อนบ้านอาเซียนที่เหลือพบในระดับต่ำกว่า 100 ราย
ในระดับทวีปเอเชีย ซึ่งมีอยู่ 48 ประเทศ ไทยพบโอมิครอนสูงเป็นอันดับ 4 โดยอันดับที่ 1 คืออิสราเอล พบแล้ว 2,090 ราย ที่ล่าสุดเพิ่งรายงานพบเคสที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันว่าเป็นเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ปกติ ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจนเกินเหตุ ส่วนอันดับ 2 คืออินเดีย 1,917 ราย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย อันดับ 3 คือสิงคโปร์
 
สำหรับในระดับโลก ประเทศที่พบโควิด-19 โอมิครอนมากที่สุดในขณะนี้คือสหราชอาณาจักร ซึ่งตรวจเจอรายวันในระดับหลักพันถึงหลักหมื่น รวมแล้วพบเคสโอมิครอนสะสมกว่า 246,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 75 ราย ซึ่งมากที่สุดในโลกเช่นกัน
ทั้งนี้ ทางการสหราชอาณาจักรยังไม่มีแผนปรับเปลี่ยนมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 แม้ยอดผู้ติดเชื้อรายวันขณะนี้จะสูงในระดับหลักแสนรายต่อวันก็ตาม โดยบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวว่า โอมิครอนมีความรุนแรงในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องคุมเข้มมาตรการในตอนนี้
ปัจจุบัน ทั่วโลกยังคงพยายามศึกษาทำความเข้าใจความอันตรายของโควิด-19 โอมิครอนตัวนี้อยู่ แต่มีการศึกษาและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในหลายประเทศที่ตรงกันว่า โอมิครอน “แพร่ง่าย กระจายเร็ว แต่รุนแรงไม่เท่าสายพันธุ์เดลตา” จากข้อมูลที่พบว่า โอมิครอนกระจายที่บริเวณหลอดลมมากกว่าจะลงปอด
นอกจากนี้ โควิด-19 โอมิครอนยังกลายเป็น “ความหวัง” ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญบางท่าน ที่มองว่า คุณสมบัติแพร่กระจายได้ไวแต่มีความรุนแรงน้อยกว่าเดลตา น้อยจนบางรายอาจไม่แสดงอาการ อาจทำให้การระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนกลายเป็นตัวพลิกเกม
 
โดยหากเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนเข้ามาแทนที่สายพันธุ์เดลตาเป็นสายพันธุ์หลัก ผู้ติดเชื้อจะป่วยไม่รุนแรง และแม้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ก็จะส่งผลให้คนจำนวนมากเหล่านี้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ต่อทุกสายพันธุ์และจะไม่เกิดการติดเชื้ออีก
อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน ซึ่งหมายความว่า ผู้คนทั่วโลกยังไม่ควรประมาท และควรปฏิบัติตามมาตรการหรือระเบียบการเฝ้าระวังการระบาดของโควิด-19 อย่างแข็งขันต่อไป
เรียบเรียงจาก Newsnodes 
 CR/ PPTVHD36
 
Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts