สรุปผลการสำรวจ  HATYAI  POLL เรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรกับการชุมนุมทางการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

Spread the love

สรุปผลการสำรวจหาดใหญ่โพล  HATYAI  POLL

เรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรกับการชุมนุมทางการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 

                หาดใหญ่โพล โดยสำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการชุมนุมทางการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  กลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้เป็นประชาชนใน 14  จังหวัดภาคใต้  จำนวน 400 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จำนวน 104 คน และด้วยวิธีแบบสอบถามออนไลน์ จำนวน 296 คน มีภูมิลำเนาในจังหวัดสงขลา มากที่สุด (ร้อยละ 63.50) รองลงมา  จังหวัดพัทลุง และจังหวัดนราธิวาส คิดเป็นร้อยละ 6.25 และ 5.00 ตามลำดับ ระหว่างวันที่  26-31 ตุลาคม 2563 ผลการสำรวจสรุปได้ดังนี้

สถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง

           กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 62.25)  อายุอยู่ในช่วง 21-30 ปี (ร้อยละ 40.25)  รองลงมา  อายุต่ำกว่า 20 ปี  (ร้อยละ 21.50) และช่วงอายุ  31-40 ปี (ร้อยละ 20.50 ) ตามลำดับ  กลุ่มตัวอย่าง  ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน/นักศึกษา มากที่สุด  (ร้อยละ 36.75) รองลงมา อาชีพพนักงานบริษัท/ลูกจ้าง (ร้อยละ 27.00) และมีอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ (ร้อยละ 24.00) ตามลำดับ

 

สรุปผลการสำรวจ

          รองศาสตราจารย์ทัศนีย์ ประธาน  ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยผลการสำรวจหาดใหญ่โพล  พบว่า  ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 89.00  ไม่เคยเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มคณะราษฎร์63 มีเพียงร้อยละ 11.00  ที่เคยเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองกับกลุ่มคณะราษฎร์63

         ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเรียกร้องในการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร์63 พบว่า ประชาชน    ส่วนใหญ่ร้อยละ 41.00   เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก รองลงมา เห็นด้วย  (ร้อยละ 19.50) เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นตามกลุ่มอายุ พบว่า ประชาชนกลุ่มอายุต่ำกว่า 21 ปี กลุ่ม 21-30 ปีและกลุ่มอายุ 31-40 ปี ส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก  คิดเป็นร้อยละ 44.19 55.90  และ  29.27  ตามลำดับ  ส่วนกลุ่มอายุ 41-50 ปี ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย (ร้อยละ 24.53) และกลุ่มอายุ 51 ปีขึ้นไป  ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก (ร้อยละ 66.67)  ส่วนประเด็นข้อเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยประชาชน พบว่า  ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 36.25 เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยประชาชน รองลงมา ร้อยละ 29.75 เห็นด้วย และเมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นตามกลุ่มอายุ พบว่า ประชาชนกลุ่มอายุต่ำกว่า 21 ปี และกลุ่ม 21-30 ปี เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อข้อเรียกร้องให้มีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยประชาชนร้อยละ 44.19 และ 49.07 ตามลำดับ  ส่วนกลุ่มอายุ 31-40 ปี และกลุ่มอายุ 41-50 ปี มีความคิดเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยประชาชน คิดเป็นร้อยละ 35.37 และ 26.42 ตามลำดับ  ส่วนกลุ่มอายุ 51 ปีขึ้นไป ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อข้อเรียกร้องนี้ คิดเป็นร้อยละ 38.89  

         ประชาชนร้อยละ 40.50   เห็นว่านายกรัฐมนตรีควรลาออกเพื่อในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุด   ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน รองลงมา เปิดเจรจากับกลุ่มแกนนำคณะราษฎร์63 การแก้ไขรัฐธรรมนูญและการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อหาทางออกของประเทศไทย คิดเป็นร้อยละ 16.25 13.25 และ 12.50  ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นตามกลุ่มอายุ พบว่า ทุกกลุ่มอายุเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุด คือ นายกรัฐมนตรีลาออก ยกเว้นกลุ่มอายุ 41-50 ปี ที่เห็นว่าทางออกที่เหมาะสมที่สุดเป็นการเปิดประชุมสภาเพื่อหาทางออก (ร้อยละ 23.03) และกลุ่มอายุ 51 ปีขึ้นไป ที่เห็นว่าทางออกที่เหมาะสมที่สุด คือให้นายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโควิด-19 และปัญหาสภาพเศรษฐกิจให้ผ่านไปก่อน (ร้อยละ 43.75 ) โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 61.25  เห็นว่าบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีควรเป็นบุคคลนอก ซึ่งเมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุต่ำกว่า 21 ปี  กลุ่มอายุ 21-30 ปีและกลุ่มอายุ 31-50 ปี  มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ ควรเป็นบุคคลภายนอก ส่วนกลุ่มอายุ 51 ปีขึ้นไป เห็นว่าบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีควรมาจากการสรรหาโดยรัฐสภา

        ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 85.75   เห็นด้วยที่จะให้มีการปฏิรูปการเมืองและนักการเมืองภายใต้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่า ทุกช่วงอายุมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันให้มีการปฏิรูปการเมืองและนักการเมือง โดยมีช่วงร้อยละความคิดเห็น 55.56- 92.55 นอกจากนี้ประชาชนร้อยละ 54.75 เห็นว่าการเปิดประชุมรัฐสภาไม่สามารถแก้ปัญหาการชุมนุมทางการเมืองและหาทางออกให้กับประเทศไทยได้  ซึ่งทุกกลุ่มอายุมีความคิดเห็นสอดคล้องกันยกเว้นกลุ่มอายุต่ำกว่า 21 ปี ที่เห็นว่าการเปิดประชุมรัฐสภาสามารถแก้ปัญหาได้ (ร้อยละ 58.14) และกลุ่มอายุ 51 ปีขึ้นไปที่มีร้อยละความคิดเห็นเท่ากันระหว่างสามารถแก้ปัญหาได้และไม่ได้

         ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นควรให้มีการปฏิรูปด้วยการกระจายและเพิ่มโอกาสและคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงเท่าเทียม มากที่สุด (ร้อยละ 32.21) รองลงมา ควรปฏิรูปหลักสูตรและปฏิรูปการบริหารจัดการทางการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 21.82  และ 19.74 ตามลำดับ ซึ่งเมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุต่ำกว่า 21 ปี  กลุ่มอายุ 21-30 ปีและกลุ่มอายุ 51 ปีขึ้นไป มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวม ส่วนกลุ่มอายุ 41-50 ปี  ต้องการเห็นการปฏิรูปการศึกษาในด้านการบริหารจัดการ มากที่สุด (ร้อยละ 36.17)   นอกจากนี้ประชาชนในจังหวัดสงขลาร้อยละ 23.62 เห็นว่า อบจ.สงขลาควรปรับปรุงโครงสร้างพิ้นฐาน มากที่สุด รองลงมา คือ ปัญหาปากท้องและหนี้สินของประชาชน ปัญหาราคายางและปาล์มน้ำมันตกต่ำ และปัญหาคุณภาพการศึกษา คิดเป็นร้อยละ 22.44  16.54  และ 14.17 ตามลำดับ

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts