นักดาราศาสตร์ NARIT ร่วมไขความลับวาระสุดท้ายของดวงดาว ตรวจพบสัญญาณซิลิกอนมอนอกไซด์ (SiO) “พลังงานสูงที่สุดเท่าที่เคยพบ” ในดาวฤกษ์ AGB

Spread the love

นักดาราศาสตร์ NARIT ร่วมไขความลับวาระสุดท้ายของดวงดาว ตรวจพบสัญญาณซิลิกอนมอนอกไซด์ (SiO) “พลังงานสูงที่สุดเท่าที่เคยพบ” ในดาวฤกษ์ AGB

 

ดร. บรรณวิชญ์ พิมพานุวัตร นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ช่วงคลื่นวิทยุ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ร่วมกับทีมนักวิจัยนานาชาติในโครงการ ATOMIUM ใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ALMA ส่องลึกถึงชั้นในสุดของแก๊สและฝุ่นรอบดาวฤกษ์วิวัฒน์ประเภท AGB ตรวจพบสัญญาณจากโมเลกุลซิลิกอนมอนอกไซด์ (SiO) ในสถานะพลังงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมสุดขั้วบริเวณจุดกำเนิดลมดาวฤกษ์ ช่วยพิสูจน์ทฤษฎีการสิ้นอายุขัยของดาวฤกษ์ ที่อาจไขความลับจุดกำเนิดสรรพสิ่งในเอกภพ งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2569

ดาวฤกษ์ AGB (Asymptotic Giant Branch) คือดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อยถึงปานกลาง ตั้งแต่ประมาณ 0.8-8 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ที่เดินทางมาถึงช่วงท้ายของอายุขัย ในระยะนี้ ดาวจะขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล อุณหภูมิผิวลดลง และเกิดการยุบขยายตัวเป็นจังหวะรุนแรง จนสามารถยกมวลสารบริเวณผิวดาวออกสู่อวกาศ กลายเป็นชั้นแก๊สและฝุ่นหนาทึบที่โอบล้อมรอบตัวดาว (Circumstellar Envelope; CSE) ชั้นแก๊สและฝุ่นเหล่านี้เปรียบเสมือน “โรงงานรีไซเคิลของเอกภพ” เพราะสสารที่ถูกปลดปล่อยออกมาจะกระจายตัวกลับคืนสู่ห้วงอวกาศ กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการสร้างดาวฤกษ์ดวงใหม่ ระบบสุริยะใหม่ รวมถึงธาตุสารเคมีพื้นฐานที่อาจนำไปสู่การก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิต

สำหรับบริเวณชั้นในที่อยู่ใกล้ผิวดาวมากที่สุด เปรียบเสมือน “ห้องเครื่อง” ที่ขับเคลื่อนลมดาวฤกษ์ มีความหนาแน่นสูงและโครงสร้างซับซ้อน จึงเป็นพื้นที่ที่สังเกตการณ์ได้ยาก ทีมนักดาราศาสตร์จึงเลือกใช้โมเลกุลซิลิกอนมอนอกไซด์ (SiO) มาช่วยทำหน้าที่เสมือน “สายสืบ” สำหรับแกะรอยสภาพแวดล้อมบริเวณดังกล่าว เนื่องจาก SiO เป็นหนึ่งในโมเลกุลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการก่อตัวของฝุ่นซิลิเกต และสามารถปลดปล่อยสัญญาณสเปกตรัมในระดับพลังงานที่แตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม ทำให้นักดาราศาสตร์ใช้สัญญาณเหล่านี้ตรวจสอบอุณหภูมิ ความหนาแน่น และการเคลื่อนที่ของแก๊สในจุดกำเนิดลมดาวฤกษ์ได้ละเอียดมากขึ้น

ดร. บรรณวิชญ์ พิมพานุวัตร กล่าวว่า โครงการ ATOMIUM (ALMA Tracing the Origins of Molecules In dUst-forming oxygen-rich M-type stars) เป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่ โดยใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ Atacama Large Millimeter/submillimeter Array (ALMA) ศึกษาองค์ประกอบและสัณฐานวิทยาของลมดาวฤกษ์จากดาวใกล้สิ้นอายุขัยที่อุดมด้วยออกซิเจน สำหรับงานวิจัยครั้งนี้ ได้สังเกตการณ์ดาวฤกษ์ AGB ประเภทดังกล่าวจำนวน 14 ดวง และตรวจพบเส้นสเปกตรัมของ SiO ในช่วงคลื่นความถี่ 214-270 GHz (เทียบเท่าช่วงความยาวคลื่นประมาณ 1 มิลลิเมตร) มากถึง 16 เส้น ครอบคลุมสถานะสั่นของโมเลกุล (vibrational state) ตั้งแต่ v = 0 ไปจนถึง v = 8 ซึ่งถือเป็น “สถานะพลังงานของ SiO สูงที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบ” ในดาวฤกษ์ประเภท AGB ณ ปัจจุบัน โดยเส้นสเปกตรัมนี้มีค่าพลังงานระดับบนเทียบเป็นอุณหภูมิ (upper-state energy) สูงถึงประมาณ 13,700 เคลวิน ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิโดยทั่วไปของแก๊สในบริเวณชั้นในของ CSE รอบดาวฤกษ์ AGB เกือบ 10 เท่า

การที่โมเลกุล SiO จะถูกกระตุ้นขึ้นไปอยู่ในระดับพลังงานสูงเช่นนี้ บ่งชี้ว่าสภาพแวดล้อมใกล้ผิวดาวต้องมีความสุดขั้วและซับซ้อนอย่างมาก ซึ่งอาจเป็นผลจากคลื่นกระแทก (shock waves) ที่เกิดจากการยุบและขยายตัวของดาว การกระตุ้นด้วยสนามรังสีอินฟราเรดที่เข้มข้น (radiative pumping) การชนกันของโมเลกุล (collisional excitation) หรือสภาวะไม่สมดุลทางอุณหพลศาสตร์เฉพาะที่ (non-local thermodynamic equilibrium; non-LTE)

นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่าสัญญาณ SiO หลายเส้นมีลักษณะเป็น “เมเซอร์” (maser) หรือการขยายสัญญาณคลื่นวิทยุและไมโครเวฟตามธรรมชาติในอวกาศ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ “เลเซอร์” ที่เรารู้จักกันดีในช่วงคลื่นที่ตามองเห็น เมเซอร์เกิดขึ้นเมื่อโมเลกุลจำนวนมากถูกกระตุ้นให้อยู่ในสภาวะที่ระดับพลังงานสูงมีประชากรมากกว่าปกติ (population inversion) ทำให้สัญญาณเพิ่มความเข้มขึ้นอย่างมากผ่านการเปล่งแสงแบบถูกเร้า (stimulated emission) ด้วยความสว่างของเมเซอร์ ประกอบกับเมเซอร์มักกระจุกตัวอยู่ในบริเวณเล็ก ๆ นักดาราศาสตร์จึงตรวจจับได้ง่ายกว่าการแผ่รังสีเนื่องจากความร้อน (thermal emission) ที่จางและกระจายตัวกว้างกว่า อีกทั้งยังสามารถระบุตำแหน่งของกลุ่มแก๊สได้แม่นยำ ช่วยให้เราเห็นรายละเอียดเชิงมุมของบริเวณใกล้ผิวดาวฤกษ์ AGB ซึ่งเป็นบริเวณที่ลมดาวฤกษ์กำลังเริ่มก่อตัวได้ดีขึ้น

ภาพข้อมูลความละเอียดสูงจาก ALMA ยังเผยให้เห็นว่า แก๊สพลังงานสูงรอบดาวเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายตัวเป็นวงแหวนรอบดาว (ring-like structures) อย่างเรียบง่าย แต่กลับมีโครงสร้างซับซ้อน เป็นก้อนแก๊ส (clumps) และส่วนโค้ง (arcs) พร้อมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงความเร็วตามตำแหน่ง (velocity gradients) สอดรับกับกระบวนการยุบและขยายตัวของดาวที่ส่งคลื่นกระแทกผลักดันแก๊สบางส่วนให้ออกจากดาว ในขณะที่แก๊สบางส่วนที่ยังมีพลังงานไม่พอจะหลุดพ้น ก็อาจตกกลับคืนสู่ดาวภายใต้แรงโน้มถ่วง

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยพบประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมว่า แม้ดาวดวงนั้นจะมีอัตราการสูญเสียมวลมาก แต่ไม่ใช่สิ่งที่บ่งชี้ว่าจะตรวจพบเส้นสเปกตรัม SiO ในช่วงความยาวคลื่นมิลลิเมตรจำนวนมากในดาวดวงดังกล่าวเสมอไป ซึ่งหมายความว่า การก่อตัวของลมดาวฤกษ์อาจไม่ได้ถูกควบคุมด้วยปริมาณมวลสารเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างสามมิติของกลุ่มแก๊ส จังหวะการยุบและขยายตัวของดาว คลื่นกระแทก และการก่อตัวของฝุ่น ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายให้นักดาราศาสตร์ต้องศึกษาต่อไป ผ่านแบบจำลองคอมพิวเตอร์และการสังเกตการณ์ระยะยาวในอนาคต

งานวิจัยชิ้นนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลสังเกตการณ์จริงเข้ากับทฤษฎีการสิ้นอายุขัยของดาวฤกษ์ที่คล้ายดวงอาทิตย์ และแสดงถึงการขับเคลื่อนดาราศาสตร์ยุคใหม่เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า “การตายของดาวฤกษ์” นั้น แท้จริงแล้วเกี่ยวข้องกับจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์สรรพสิ่งใหม่ในเอกภพอย่างไร

เรียบเรียง: ดร. บรรณวิชญ์ พิมพานุวัตร – นักวิจัย ด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์ช่วงคลื่นวิทยุ

ข่าวภาษาอังกฤษ: https://www.narit.or.th/en/ResearchNews-20260630-NARIT-Discovers-Highest-Energy-SiO-in-AGB-Stars

อ้างอิง: Pimpanuwat et al., 2026, ATOMIUM: inner circumstellar envelopes of oxygen-rich AGB stars as revealed by highly excited SiO lines, MNRAS, 549, stag888. doi:10.1093/mnras/stag888
https://academic.oup.com/mnras/article/549/2/stag888/8675229

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts

Verified by ExactMetrics