ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน 2568

    ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน 2568
Spread the love

         ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน 2568

                      ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

 

              ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน 2568 เปรียบเทียบเดือนสิงหาคม 2568 และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

 

 

                           รายการ

            สิงหาคม 2568             กันยายน 2568   คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า
เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/
ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 28.00 43.10 28.90 28.00 43.10 28.90 36.80 48.60 14.60
2. รายได้จากการทำงาน 26.00 43.10 30.90 25.80 43.00 31.20 32.10 46.50 21.40
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น

ในครอบครัว

32.30 45.30 22.40 32.10 45.50 22.40 33.80 48.80 17.40
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง

ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

28.30 45.50 26.20 28.00 45.20 26.80 35.60 51.30 13.10
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 27.70 43.20 29.10 27.70 43.20 29.10 32.80 35.70 31.50
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 26.80 45.00 28.20 26.60 45.40 28.00 34.70 51.70 13.60
7. การออมเงิน 24.20 42.30 33.50 24.10 42.50 33.40 32.80 54.10 13.10
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 25.20 42.60 32.20 25.00 42.40 32.60 39.70 45.10 15.20
9. การลดลงของหนี้สิน 23.80 43.10 33.10 23.90 43.00 33.10 38.60 47.50 13.90
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 25.80 44.10 30.10 25.50 44.30 30.20 32.40 50.10 17.50
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 23.20 41.50 35.30 23.00 41.80 35.20 26.30 49.80 23.90
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด

ชายแดนภาคใต้

26.10 47.30 26.60 26.20 46.60 27.20 29.40 50.30 20.30
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 27.10 40.30 32.60 27.10 40.30 32.60 32.80 53.70 13.50

 

  ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน 2568

รายการ 2568
กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 44.60 43.90 43.90
2. รายได้จากการทำงาน 42.80 42.50 42.10*
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 58.10 57.80 57.70*
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 47.90 47.90 47.20*
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 47.40 47.10 47.10
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 41.00 40.70 40.30*
7. การออมเงิน 39.30 39.20 39.00*
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 37.50 37.40 37.30*
9. การลดลงของหนี้สิน 43.70 43.30 43.00*
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 42.60 42.50 42.40*
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 36.30 36.00 35.50*
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 33.20 33.20 33.10*
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 37.90 37.60 37.60
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 42.50 42.20 42.00*

* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลง

                ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนกันยายน (42.00) ปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนสิงหาคม (42.20) และเดือนกรกฎาคม (42.50) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่  รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว  รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว  ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)  การออมเงิน  การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ  การลดลงของหนี้สิน  ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  การแก้ปัญหายาเสพติด  การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงเกือบแทบทุกด้าน สาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน  ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทำให้เกิดหนี้ครัวเรือนสูง ส่งผลให้การออมลดน้อยลง  ซึ่งปัญหาเหล่านี้เริ่มก่อตัวตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนปัจจุบันปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม และไม่มีแนวโน้มที่จะดีขึ้น เนื่องจากประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า รัฐบาลที่ผ่านมาบริหารงานผิดพลาด ไม่สามารถดำเนินนโยบายได้ตามที่หาเสียงไว้  ซึ่งทำให้ประชาชนผิดหวังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเคยเห็นผลงานด้านเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จในอดีตของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร จึงทำให้ประชาชนคาดหวังต่อการดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ได้กล่าวว่า  “จะมุ่งมั่นตั้งใจบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมทั้งประสานพลังจากทุกภาคส่วน ทุกช่วงวัย ทุกความเชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ทำให้คนไทย ‘มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี’ เพื่อนำพาความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทย และประเทศไทย เพื่อสร้างความหวังและอนาคตที่ดีกว่าให้ประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคต” ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่สามารถทำได้จริง ดังนี้

  1. ชู 4 นโยบายเศรษฐกิจหาเสียง คือ 1) นโยบายเขตธุรกิจใหม่  2) นโยบายด้านการท่องเที่ยว  3) นโยบายด้านการเกษตร และ 4) นโยบายหนึ่งครอบครัวหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวปีละไม่ต่ำกว่า 5% ของ GDP ต่อปี  ซึ่งจากข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่บริหารประเทศ พบว่า การเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าเป้าหมายเป็นอย่างมาก โดยอยู่ในช่วง 1.8% ถึง 2.5% สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ
  2. แม้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตรจะพยายามแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่หนี้สินกลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง อยู่ที่ 87.4% ถึง 91.4% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่ระดับ 80%  และจากผลสำรวจ พบว่า ครัวเรือนไทยมีหนี้สินกว่า 95% ของครัวเรือนทั้งหมด โดยหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนมีจำนวนมากขึ้นสูงสุดในรอบ 16 ปี 
  3. การดำเนินงานโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย ก็ไม่สามารถทำได้จริงตามที่ได้หาเสียงไว้  นับเป็นความล้มเหลวเชิงนโยบายที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลเพื่อไทย
  4. นโยบาย “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์”  โดยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ต้องการเปลี่ยนสินทรัพย์ทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ แม้วิสัยทัศน์ของนโยบายจะได้รับการชื่นชมในช่วงแรก แต่เมื่อนำไปปฏิบัติกลับไม่มีความชัดเจน ทำให้ขาดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
  5. รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ต้องเผชิญกับคำร้องที่ ป.ป.ช. รับไว้ไต่สวน กรณีที่กระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อกล่าวหาว่า มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองบางกลุ่ม และพื้นที่ของสส.ในพรรคของตน

                บทสรุปของรัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร คือ รัฐบาลที่เคยมีผลงานด้านเศรษฐกิจเป็นที่ยอมรับ จึงทำให้ประชาชนมีความคาดหวังสูง แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวังไว้ อีกทั้งทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศซบเซายิ่งกว่าเดิม ตลอดจนเกิดปัญหาด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งด้านความมั่นคง  ด้านสังคม ด้านการเมือง  และในที่สุด “คลิปเสียงฮุนเซน” ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า การกระทำของนายกรัฐมนตรีถือเป็น “การฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ล้มเหลวในการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ และขาดความระมัดระวังที่พึงมีในตำแหน่งอันทรงเกียรติ คำวินิจฉัยนี้ส่งผลให้นางสาวแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องสิ้นสุดลง

                ต่อมา สภาผู้แทนราษฎรได้เลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32  ซึ่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จำนวน 146 เสียง และเป็นรัฐบาลในช่วงระยะสั้นด้วยเวลาเพียง 4 เดือนนับจากวันที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ 5 ด้าน ดังนี้

  1. นโยบายด้านเศรษฐกิจ

                                1.1 สร้างรายได้และลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน

                                1.2 แก้ไขปัญหาหนี้สิน และเพิ่มสภาพคล่องระหว่างสถาบันการเงินและผู้กู้

                                1.3 เพิ่มโอกาสการออมของประชาชน

                                1.4 ฟื้นความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้น

                                1.5 แก้ปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้า

  1. นโยบายด้านความมั่นคง

                                2.1 แก้ไขปัญหากรณีพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วยแนวทางสันติภาพ

                                2.2 แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

  1. นโยบายด้านสังคม
                                    3.1 ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างจริงจัง
                                    3.2 รักษาหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด
                                    3.3 ขจัดทุจริตและการประพฤติมิชอบอย่างเด็ดขาดและจริงจัง
                                    3.4 พิทักษ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น
  2. นโยบายด้านภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                                    4.1 เร่งติดตั้งเครื่องมือเตือนภัย และพัฒนาเครือข่ายการเตือนภัยพิบัติ และเยียวยาผู้ประสบภัย
                                    4.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด
  3. นโยบายด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย
                                    5.1 เสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย
                                    5.2 เร่งรัดการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ

จากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเวลาเพียง 4 เดือนในการบริหารประเทศนับจากวันที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก นับเป็นเรื่องยากมากที่จะดำเนินนโยบายทั้งหมดให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้  ทั้งนี้ รัฐบาลได้เริ่มดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อลดรายจ่ายและค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายกับผู้ประกอบการรายย่อย เช่น ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก  หาบเร่ แผงลอย และร้านค้าในชุมชน ซึ่งจะใช้วงเงินงบประมาณรวมประมาณ 60,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเริ่มใช้จ่ายได้เร็วที่สุดปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหากทำได้จริงจะทำให้ในช่วงปลายปี เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจดีขึ้น โดยโครงการคนละครึ่งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ให้การยอมรับว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์และเป็นที่ชื่นชอบเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นโยบายอื่น ๆ ที่รัฐบาลจะดำเนินการในช่วงระยะเวลา 4 เดือนนี้ควรมีแผนงานและช่วงเวลาที่จะดำเนินการอย่างชัดเจน ทำได้จริง และสามารถเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรม

จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนและนักวิชาการในหลากหลายสาขาอาชีพได้เสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้

  1. ประชาชนต้องการให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบโครงการ “ช้อปดีมีคืน หรือ Easy E-Receipt” โดยประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจต้องการให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคในช่วงปลายปีมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนที่เป็นผู้บริโภคต้องการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการมาหักลดหย่อนภาษีได้
  2. ตั้งแต่เกิดโควิด-19 ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ของผู้ประกอบการรายย่อย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกร่อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ประชาชนมองว่า ในระยะเวลาที่จำกัด รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด แต่ขอให้ช่วยบรรเทาภาระหนี้หรือพักชำระหนี้ของประชาชนในเบื้องต้น
  3. ประชาชนต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยลดค่าพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้า  ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และ   ก๊าซหุงต้ม
  4. ประชาชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องการให้รัฐบาลใหม่ออกมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงปลายปี (พ.ย.-ธ.ค. 2568)

                ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 36.80 และ 32.10 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็น ร้อยละ 33.80 และ 35.60  ตามลำดับ ในขณะที่ความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น  คิดเป็นร้อยละ
32.80, 29.40 และ 32.80 ตามลำดับ

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts

Verified by ExactMetrics