ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน 2565

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน 2565
Spread the love

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน 2565

    ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

   ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน เปรียบเทียบเดือนสิงหาคม และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

 

รายการข้อคำถาม สิงหาคม 2565 กันยายน 2565 คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า
เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/
ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 26.90 45.60 27.50 26.80 48.60 24.60 35.60 49.90 14.50
2. รายได้จากการทำงาน 25.70 45.80 28.50 26.30 45.30 28.40 35.30 49.10 15.60
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 27.60 48.50 23.90 27.80 47.50 24.70 36.80 50.20 13.00
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 35.30 46.20 18.50 25.60 45.20 29.20 34.70 45.20 20.10
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 26.80 47.40 25.80 26.70 47.90 25.90 30.50 45.80 23.70
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 26.50 45.90 27.60 26.90 45.70 27.40 32.60 45.80 21.60
7. การออมเงิน 25.30 46.70 28.00 25.60 46.50 27.90 33.30 45.50 21.20
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 29.50 44.10 26.40 29.10 44.20 26.70 34.70 47.30 18.00
9. การลดลงของหนี้สิน 29.20 46.10 24.70 28.70 45.30 26.00 32.80 54.10 13.10
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 26.80 45.50 27.70 26.50 45.60 27.90 39.70 45.10 15.20
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 27.10 43.30 29.60 27.30 43.20 29.50 34.70 51.70 13.60
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 27.50 44.20 28.30 27.30 44.80 27.90 32.80 54.10 13.10
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 28.80 43.50 27.70 28.90 44.50 26.60 39.70 45.10 15.20

 

 ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน 2565

รายการข้อคำถาม 2565
กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 43.90 44.20 45.10
2. รายได้จากการทำงาน 39.80 41.10 41.40
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 55.20 55.40 56.80
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 45.50 46.30 46.90
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 48.70 48.80 49.20
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 40.40 40.60 40.90
7. การออมเงิน 38.80 39.10 39.20
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 40.10 40.00 39.70
9. การลดลงของหนี้สิน 48.40 48.20 48.00
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 40.80 41.50 42.30
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 45.30 44.90 42.50
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 38.00 36.70 36.20
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 31.80 32.10 33.10
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 41.80 42.30 42.60

 ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกันยายน 2565 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนกันยายน 2565 (42.60) ปรับเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนสิหาคม 2565 (42.30)  และเดือนกรกฎาคม (41.80) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  รายได้จากการทำงาน  รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว  รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว  ความสุขในการดำเนินชีวิต  ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยปัจจัยบวกที่สำคัญ ได้แก่ แนวโน้มการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาพรวมเศรษฐกิจ ตามแรงส่งของภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนเป็นสำคัญ โดยภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดีขึ้นตามลำดับ สังเกตจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565 มีโอกาสถึง 10 ล้านคน อีกทั้ง การขยายเวลาวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวเป็น 45 วัน ย่อมทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งใช้เวลาในการพำนักอาศัยในประเทศไทยมากขึ้น อันจะทำให้เกิดการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยวและบริการเพิ่มมากขึ้น  นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 มอบเงินไม่เกิน 800 บาทต่อคน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน แม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินที่ไม่มากนัก แต่ก็สามารถช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้สามารถมีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ อีกทั้ง ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากให้มีเงินหมุนเวียนในระบบอย่างทั่วถึง และกระจายไปในหลากหลายธุรกิจ

อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจของไทยยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย ได้แก่ แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงค่าเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เหตุผลหลักมาจากสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าและกดดันให้เงินสกุลอื่น ๆ รวมถึงค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงมาก  ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย มี 2 ทางเลือก คือ ค่อย ๆ ขึ้นดอกเบี้ยที่ร้อยละ 0.25 แต่ต้องแลกด้วยตลาดเงินตลาดทุนผันผวนรุนแรง และอาจถูกโจมตีค่าเงิน หรือเก็งกำไรค่าเงิน ส่วนอีกทางเลือก คือ การขึ้นดอกเบี้ยที่ร้อยละ 0.50 ซึ่งจะป้องกันเงินเฟ้อ สกัดเงินไหลออกได้และรักษาเสถียรภาพเงินบาท แต่สิ่งที่ต้องแลกคือเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวช้าลง

จากการสัมภาษณ์ประชาชนภาคใต้ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น  แนวทางการแก้ไข และความคิดเห็นต่อมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ มีดังนี้

  1. ภาวะค่าเงินบาทอ่อนตัวถึง38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นภาวะค่าเงินบาทอ่อนตัวมากที่สุดในรอบ 16 ปี สร้างความกังวลต่อประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภค ค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และสิ่งสำคัญ คือ ประชาชนที่มีหนี้สินอาจต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยควรกำหนดมาตรการด้านการเงินที่เหมาะสม และทำอย่างรวดเร็ว ฉับไว ก่อนที่ปัญหาต่าง ๆ จะลุกลามบานปลายไปมากกว่านี้
  2. ประชาชนมีความกังวลกับราคาสินค้าและบริการมีราคาสูงขึ้น ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ครัวเรือนส่วนมากยังมองว่าค่าใช้จ่ายโดยรวมสูงขึ้น ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ในขณะที่รายได้เท่าเดิมหรือลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป  โดยในช่วงที่สถานการณ์ค่าครองชีพสูงประชาชนส่วนหนึ่งยังต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน เพื่อลดค่าครองชีพโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เพื่อให้สามารถดำรงชีพได้อย่างไม่ฝืดเคืองมากนัก
  3. จากคำพิพากษาให้พลเอกประยุทธ์ ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไป ประชาชนส่วนหนึ่งกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุม เพราะอาจมีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่กำลังจะฟื้นตัว  ทั้งนี้ ภาครัฐควรมีแผนดำเนินการกับสถานการณ์การชุมนุมที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลาย จนไม่สามารถควบคุมได้
  4. ประชาชนส่วนหนึ่งต้องการให้พลเอกประยุทธ์ ใช้เวลาที่เหลือในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และทำเพื่อประโยชน์ของชาติและของประชาชนอย่างแท้จริง

ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 35.60 และ 35.30 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 36.80 และ 34.70 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 30.50

32.80 และ 39.70 ตามลำดับ

ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 58.40 รองลงมา คือ ภาระหนี้สินของประชาชน  คิดเป็นร้อยละ 19.70  และรายได้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย  คิดเป็นร้อยละ 18.20   ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรรีบดำเนินการและให้ความช่วยเหลือ อันดับแรก คือ การแก้ปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รองลงมา คือ การแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน  และการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ที่มีรายได้น้อย  รวมถึงมีการมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยว ตลอดจนมาตรการกระตุ้นให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts