ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม 2565

Spread the love

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม 2565

                      ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

              ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม  เปรียบเทียบเดือนกุมภาพันธ์ และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

 

รายการข้อคำถาม กุมภาพันธ์ 2565 มีนาคม 2565 คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า
เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/
ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 25.20 46.20 28.60 25.10 45.80 29.10 37.10 42.60 20.30
2. รายได้จากการทำงาน 25.30 45.10 29.60 25.40 44.60 30.00 36.70 44.40 18.90
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 26.30 45.70 28.00 26.40 45.90 27.70 34.70 51.70 13.60
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 34.10 45.40 20.50 34.30 45.20 20.50 32.80 54.10 13.10
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 26.20 47.40 26.40 26.10 47.10 26.80 39.70 45.10 15.20
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 26.50 45.80 27.70 26.30 45.60 28.10 37.40 45.20 17.40
7. การออมเงิน 26.10 48.20 25.70 25.80 47.70 26.50 36.10 52.00 11.90
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 31.20 44.80 24.00 30.70 44.70 24.60 36.20 47.60 16.20
9. การลดลงของหนี้สิน 30.10 47.30 22.60 29.80 47.10 23.10 36.70 51.30 12.00
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 24.80 45.80 29.40 24.70 45.60 29.70 34.60 45.20 20.20
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 28.10 45.60 26.30 28.20 44.30 27.50 30.40 48.90 20.70
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 27.50 45.50 27.00 27.20 45.40 27.40 33.50 46.80 19.70
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 30.50 46.30 23.20 30.20 46.20 23.60 34.10 48.20 17.70
                       

 ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2565

รายการข้อคำถาม 2565
มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 42.30 42.00 41.60
2. รายได้จากการทำงาน 38.70 38.60 38.50
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 52.20 52.00 52.30
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 39.70 39.50 39.80
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 47.00 46.90 46.80
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 38.40 38.20 38.00
7. การออมเงิน 39.60 39.50 39.20
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 42.30 42.10 41.70
9. การลดลงของหนี้สิน 49.20 49.10 48.90
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 35.20 35.00 34.90
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 47.40 47.10 47.00
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 36.80 36.90 37.00
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 32.60 32.30 32.00
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 41.30 41.10 40.80

                ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม 2565 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนมีนาคม 2565 (40.80) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2565 (41.10)  และเดือนมกราคม (41.30) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ การลดลงของหนี้สิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหายาเสพติด และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดย

ปัจจัยลบที่สำคัญเกิดจากความกังวลที่เกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โคมิครอนที่เพิ่มขึ้นกว่าสองหมื่นคนต่อวันตลอดทั้งเดือนมีนาคม ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในต่างประเทศที่จะแพร่ระบาดหนักเฉพาะในช่วง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ชะลอลง ประกอบกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นอย่างมาก จึงกระทบต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และต้นทุนอื่น ๆ อย่างเป็นลูกโซ่  ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีการทยอยปรับขึ้นราคาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการบริโภคที่ลดลง เนื่องจากประชาชนโดยส่วนใหญ่มีรายได้ที่ลดลงหรือเท่าเดิม ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาการกู้เงินทั้งในระบบและนอกระบบ อันจะส่งผลต่อภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นของประชาชนจำนวนมาก

                สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เกิดขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญของราคาพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานปรับขึ้น อาทิ ค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกในประเทศ ซึ่งปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก  อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทย เนื่องจากรัสเซียมีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยมากสุด ติด 1 ใน 5 อันดับแรก นับแต่ประเทศไทยกลับมาเปิดประเทศอีกครั้ง หากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงและยืดเยื้อต่อไป ย่อมส่งผลกระทบต่อการเดินของนักท่องเที่ยวรัสเซียและยุโรปที่มีจำนวนน้อยลงในการเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย  ถึงแม้ว่าประเทศไทยได้ผ่อนคลายมาตรการเปิดประเทศเพิ่มเติมโดยการผ่อนคลายมาตรการ Test & Go และปรับเกณฑ์ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประทศไทยไม่ต้องแสดงการตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR ในช่วง 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง โดยให้ตรวจ RT-PCR ในวันแรกที่เดินทางถึงไทย และตรวจแบบ ATK ในวันที่ 5 ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565

จากการสัมภาษณ์ประชาชนภาคใต้ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น  แนวทางการแก้ไข และความคิดเห็นต่อมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ มีดังนี้

  1. ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมากปรับตัวเพิ่มขึ้น และยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่กำลังทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงแนวโน้มของสินค้าที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นยังมีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อการดำรงชีพของประชาชนที่มีรายต่ำถึงปานกลางเป็นอย่างมาก เนื่องจากรายได้มีแต่ลดลงและเท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภาครัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง  โดยประชาชนส่วนหนึ่งได้เสนอให้ขยายโครงการคนละครึ่ง และเพิ่มวงเงินให้มากขึ้น เพื่อลดค่าครองชีพของประชาชนในขณะนี้
  2. ประชาชนส่วนหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด-19 ของคนในประเทศที่อยู่ในระดับที่สูง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศ  ทั้งนี้ จากข้อมูลการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในต่างประเทศ ทำให้แพทย์ประเมินว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนอาจจะแพร่ระบาดหนักในประเทศไทยอยู่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ ซึ่งไม่น่าจะเกินกลางเดือนมีนาคมนี้ แต่จนถึงขณะนี้การแพร่ระบาดของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โคมิครอนกว่าสองหมื่นรายทั่วประเทศ  และมีแนวโน้มของผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น  นอกจากนี้ ประชาชนส่วนหนึ่งมีความกังวลในการปรับเปลี่ยนมาตรการรักษาตัวผู้ป่วยโควิด-19 โดยให้ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหนักแยกกักตัว และรักษาตัวอยู่บ้าน (Home Isolation)  โดยประชาชนจำนวนไม่น้อยยังขาดความเข้าใจในการดูแลตนเอง และการป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่สังคม  ทั้งนี้ ภาครัฐควรมีมาตรการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศ
  3. จากการที่ภาครัฐได้มีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ประชาชนที่เป็นผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เงินในการลงทุนกิจการ โดยต้องการให้ภาครัฐช่วยสนับสนุนเงินทุนในรูปแบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อใช้ในการฟื้นตัวของกิจการ

                ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 37.10 และ 36.70 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 34.70 และ 32.80 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 39.70

33.50 และ 34.10 ตามลำดับ

                ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 39.70 รองลงมา คือ ภาระหนี้สินของประชาชน และการแพร่ระบาดของ    โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนคิดเป็นร้อยละ 25.40 และ 21.90 ตามลำดับ ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรรีบดำเนินการและให้ความช่วยเหลือ อันดับแรก คือ การแก้ปัญหาค่าครองชีพสูง รองลงมา คือ การแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว  ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตามลำดับ

 

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts

Verified by ExactMetrics