ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม 2564 

Spread the love

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม 2564           

                      ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

 

              ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม เปรียบเทียบ

เดือนเมษายน และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

 

รายการข้อคำถาม เมษายน พฤษภาคม คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า
เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/
ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 24.80 47.40 27.80 24.40 46.70 28.90 32.80 51.50 15.70
2. รายได้จากการทำงาน 25.30 48.20 26.50 25.10 47.40 27.50 33.50 46.80 19.70
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 25.10 46.30 28.60 24.40 47.70 27.90 29.40 52.40 18.20
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 36.60 44.10 19.30 35.70 45.30 19.00 29.60 52.20 18.20
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 26.80 47.70 25.50 26.40 47.90 25.70 29.10 49.20 21.70
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 27.10 46.20 26.70 26.90 45.40 27.70 27.30 49.20 23.50
7. การออมเงิน 26.60 46.90 26.50 25.80 46.30 27.90 27.40 52.40 20.20
8. ค่าครองชีพ 32.50 46.30 21.20 32.10 45.60 22.30 28.80 48.50 22.70
9. ภาระหนี้สิน 28.80 46.20 25.00 28.70 49.40 21.90 35.70 45.90 18.40
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 25.10 44.70 30.20 24.60 46.80 28.60 32.10 45.10 22.80
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 28.10 47.20 24.70 28.60 47.40 24.00 30.50 43.00 26.50
12. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 20.70 46.10 33.20 20.50 47.80 31.70 27.30 49.20 23.50
13. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 27.40 48.10 24.50 27.50 48.70 23.80 27.40 52.40 20.20
                       

  

     ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม 2564

รายการข้อคำถาม มีนาคม เมษายน พฤษภาคม
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 42.30 42.10 41.70
2. รายได้จากการทำงาน 39.10 38.70 38.50
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 48.90 49.30 49.10
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 38.60 38.70 38.50
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 48.80 47.90 47.60
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 38.70 38.40 38.20
7. การออมเงิน 41.50 41.30 41.00
8. ค่าครองชีพ 43.80 43.60 43.70
9. ภาระหนี้สิน 47.20 47.50 47.80
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 35.00 34.80 34.60
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 47.80 47.90 48.10
12. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 33.10 33.00 32.80
13. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 36.40 36.50 36.70
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 42.10 41.70 40.90

                ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม 2564 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนพฤษภาคม (40.90) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคม(42.10) เมษายน(41.70) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  รายได้จากการทำงาน  รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภค  รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  โดยปัจจัยลบที่สำคัญมาจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่เดือนพฤษภาคมที่รุนแรงที่สุด เนื่องจากมีผู้ติดเชื้อเฉลี่ยต่อวันจำนวนหลักพันคน และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากขึ้น ส่งผลให้การดำเนินงานของภาคธุรกิจทั้งประเทศแทบหยุดชะงัก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการหาบเร่แผงลอยที่ปิดตัวลงจำนวนมาก ในขณะที่ร้านค้า และห้างสรรพสินค้าที่เปิดก็มียอดขายประมาณ 10-30 % ของยอดขายเมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปกติ หากสังเกตจากตัวเมืองในหลายจังหวัดเงียบสงัด ไม่ครึกครื้นเหมือนในอดีต โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางการค้าของภาคใต้ ธุรกิจแทบทุกประเภทซบเซาเป็นอย่างมาก แม้แต่ใจกลางเมืองหาดใหญ่ในยามค่ำคืนแทบไม่มีผู้คน ร้านค้าในตัวเมืองปิดเกือบทั้งหมด ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา

                จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีความกังวลต่อรายได้และการจ้างงาน แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการผ่อนคลายให้ประชาชนมากขึ้น แต่ประชาชนในทุกภาคส่วนยังมีรายได้ที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังซื้อของประชาชน อีกทั้ง ระดับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ยังสะท้อนถึงค่าครองชีพที่อาจปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน อีกทั้ง ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ เป็นช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2564 ประชาชนที่มีบุตรหลาน จำเป็นต้องหาเงินเพื่อซื้ออุปกรณ์ทางด้านการเรียน อาทิ ชุดนักเรียน รองเท้า กระเป๋า ​อุปกรณ์เครื่องเขียน และอื่น ๆ เป็นต้น​  อีกทั้ง ยังมีผู้ปกครองอีกจำนวนมากที่ไม่มีเงินที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนให้แก่บุตรหลาน ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ที่กำลังจะถึงนี้

 

                จากการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารจัดการโควิด-19 ของภาครัฐ พบว่า ภาครัฐสามารถบริหารจัดการโควิด-19 ระลอกแรก อยู่ในระดับดีมาก ในขณะที่ความสามารถในการบริหารจัดการโควิด-19 ในระลอก 2 อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนความสามารถในการบริหารจัดการโควิด-19 ระลอก 3 อยู่ในระดับต่ำ เป็นเพราะภาครัฐมีความประมาท การ์ดตก ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลายจนถึงขนาดนี้ ทำให้การสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 3 ในขณะนี้เป็นไปได้ยาก เพราะมีคลัสเตอร์ของการแพร่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่  ซึ่งการบริหารจัดการที่ผิดพลาดมาจากหลายปัจจัย แต่ปัจจัยที่สำคัญมี 3 ประการ ดังนี้

  1. การปล่อยให้เกิดการลักลอบเปิดบ่อนการพนัน  การลักลอบเข้าประเทศ การเปิดสถานบันเทิงโดยขาดมาตรการป้องกันที่ดี 
  2. ในช่วงสงกรานต์ที่เริ่มมีการระบาด ยังปล่อยให้ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งภาครัฐควรทราบว่า ประชาชนที่กลับภูมิลำเนาจำนวนมากต้องมีการพบปะ สังสรรค์กันระหว่างเพื่อนฝูงและเครือญาติ ทำให้การแพร่กระจายของโควิด-19 ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
  3. การจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ล่าช้ามาก ซึ่งสาเหตุเกิดขึ้นจากหลายกรณี อาทิ

           3.1 การตัดสินใจที่ผิดพลาดในการไม่เข้าร่วมโครงการวัคซีนโคแว๊กซ์ ขององค์การอนามัยโลก โดยภาครัฐให้เหตุผลว่า ประเทศไทยไม่ใช่กลุ่มประเทศยากจน หากเข้าร่วมต้องนำเงินไปร่วมลงขัน และไม่สามารถเลือกวัคซีนได้  ทั้งนี้ มีหลายประเทศที่ไม่ใช่ประเทศยากจนและเข้าร่วมโครงการโคแว๊กซ์ เช่น มาเลซีย สิงคโปร์ และบรูไน เป็นต้น

            3.2 รัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้เอกชนนำเข้าวัคซีนโควิด-19  เพราะกลัวจะมีปัญหานานาประการ จึงต้องการสั่งซื้อและทำสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ เท่านั้น

            3.3  ภาครัฐทำงานเชิงรับมากกว่าเชิงรุก เนื่องจากการดำเนินการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ยังต้องกำหนดกฎระเบียบ ข้อบังคับทางราชการต่าง ๆ มากมาย โดยไม่คำนึงว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงวิกฤตขั้นรุนแรง  ประชาชนเดือดร้อนกันทั่วประเทศ

                จากการสัมภาษณ์ประชาชนภาคใต้ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แนวทางการแก้ไข และความคิดเห็นต่อมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ มีดังนี้

  1.   ภาครัฐควรให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงกันเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนและผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ดังนั้นภาครัฐจึงควรสื่อสารและให้ข้อแนะนำต่าง ๆ ที่ครบถ้วนเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในการฉีดวัคซีนมากขึ้น
  2. ภาครัฐควรมีแผนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เชิงรุก และทำให้ได้ตามเป้าหมาย รวมถึงดำเนินการฉีดให้กับประชาชนให้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่
  3. การขาดแคลนบุคลากรทางด้านสาธารณสุขในการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งมีจำนวนมาก ดังนั้นภาครัฐจึงควรจัดหาอาสาสมัครที่เป็นตำรวจ ทหาร ข้าราชการ และพลเรือนที่เต็มใจที่จะเข้ามาช่วยเหลืองานทางด้านสาธารณสุข โดยภาครัฐควรให้สวัสดิการและค่าตอบแทนพิเศษแก่บุคคลเหล่านี้ เพื่อให้บุคลากรทางด้านสาธารณสุขมีจำนวนเพียงพอ และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  4. สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง ราคาสินค้าทางการเกษตรประเภทพืชผัก (ฟักทอง พริก) และผลไม้ (แตงโม มะม่วง) มีราคาปรับตัวลดลงอย่างมาก เนื่องจากการส่งออกต่างประเทศที่ชะลอตัวลง รวมทั้งระบบการขนส่งสินค้าที่จำกัดในบางพื้นที่จากมาตรการเข้มงวดเพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19  ดังนั้นภาครัฐควรหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้วย
  5. ภาครัฐควรมีมาตรการช่วยเหลือและสนับสนุนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เฉพาะกลุ่มมากขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือได้ตรงเป้าหมายและคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้จ่ายไป
  6. นักวิชาการมีความกังวลเกี่ยวกับเงินกู้ 5 แสนล้าน ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเพียงพอในการแก้ปัญหาโควิด-19 โดยเสนอให้ภาครัฐมีความละเอียดรอบคอบในการใช้จ่ายเงิน โดยเฉพาะงบประมาณในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ควรให้งบประมาณในส่วนนี้ตกอยู่ในมือของข้าราชการและนักการเมืองที่หวังกอบโกยผลประโยชน์

ขณะที่ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 32.80, 33.50 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 29.40, 29.60ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 29.10, 27.30, 27.40 ตามลำดับ

                 ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ ค่าครองชีพ และราคาสินค้า ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts

Verified by ExactMetrics