ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกุมภาพันธ์ 2564  

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง
Spread the love

                   ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกุมภาพันธ์ 2564           

                      ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

 

              ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือน กุมภาพันธ์ เปรียบเทียบเดือนมกราคม และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

 

รายการข้อคำถาม มกราคม กุมภาพันธ์ คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า
เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/
ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 25.10 48.10 26.80 25.40 47.80 26.80 35.70 45.90 18.40
2. รายได้จากการทำงาน 25.20 47.30 27.50 25.70 46.80 27.50 30.50 43.00 26.50
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 34.10 48.20 17.70 36.70 44.40 18.90 33.50 46.80 19.70
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 25.80 47.20 27.00 26.20 47.10 26.70 32.10 45.10 22.80
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 27.30 48.10 24.60 27.90 48.60 23.50 27.90 50.10 22.00
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 26.70 48.60 24.70 27.40 47.80 24.80 33.50 46.80 19.70
7. การออมเงิน 26.10 48.20 25.70 27.50 48.20 24.30 34.70 51.70 13.60
8. ค่าครองชีพ 33.40 48.30 18.30 33.60 47.60 18.80 33.80 48.80 17.40
9. ภาระหนี้สิน 28.10 48.50 23.40 28.90 46.40 24.70 36.80 48.60 14.60
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 25.80 45.30 28.90 26.30 45.80 27.90 31.70 47.50 20.80
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 28.80 48.20 23.00 27.70 48.10 24.20 32.80 35.70 31.50
12. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 21.10 44.20 34.70 22.20 45.60 32.20 34.90 42.10 23.00
13. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 27.10 48.90 24.00 27.70 48.20 24.10 32.80 54.10 13.10
                       

 

 

 

     ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือน กุมภาพันธ์ 2563  มกราคม และกุมภาพันธ์ 2564

รายการข้อคำถาม กุมภาพันธ์ 2563 มกราคม 2564 กุมภาพันธ์ 2564
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 44.30 41.40 42.70
2. รายได้จากการทำงาน 42.10 38.90 39.50
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 47.50 48.50 49.10
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 40.70 38.80 39.50
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 47.60 48.70 49.30
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 41.50 38.10 39.20
7. การออมเงิน 43.60 41.60 41.80
8. ค่าครองชีพ 38.70 42.20 43.40
9. ภาระหนี้สิน 37.80 46.40 46.80
 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 36.10 34.30 35.10
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 49.20 48.50 47.90
12. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 38.80 32.40 33.60
13. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 35.10 34.60 36.70
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 43.40 41.30 42.60

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง

                ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนกุมภาพันธ์ 2564 (42.60) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2563 (43.40) แต่หากเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2564 ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยดัชนีที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมรายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน ค่าครองชีพ ภาระหนี้สิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยปัจจัยบวกมาจากหลายปัจจัย ดังนี้

  1. ราคาผลผลิตการเกษตรที่เพิ่มสูงขึ้น อาทิ ยางพารา (60- 65 บาทต่อกิโลกรัม ) และปาล์มน้ำมัน (5-7 บาทต่อกิโลกรัม) และมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงเกิดภัยแล้งในหลายจังหวัดภาคใต้ ทำให้ผลผลิตการเกษตรลดลง ประกอบกับสถาวะการตลาดที่มีความต้องการซื้อเพิ่มมากขึ้น จึงส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
  2. สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย มีจำนวนผู้ป่วยลดลงและสามารถควบคุมการระบาดในพื้นที่จำกัดได้ ทำให้สถานประกอบการธุรกิจและบริการในพื้นที่เสี่ยงเริ่มกลับมาเปิดดำเนินธุรกิจเป็นปกติ  อีกทั้ง รัฐบาลได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ล็อตแรก จำนวน 2 ล้านโดส ซึ่งจะฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข อสม.  เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย  ประชาชนที่มีอายุ 18-59 ปี ที่มีโรคประจำตัว ในพื้นที่ 18 จังหวัดตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2564
  3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ อาทิ คนละครึ่ง  เราชนะ เรารักกัน ลดค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า-ค่าเน็ต  ลดเงินสมทบประกันสังคม  พักเงินต้น-ยืดหนี้-ลดดอก  และการปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนให้กับเอสเอ็มอี เป็นต้น ถึงแม้ว่าโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐที่ดำเนินการจะพบปัญหาต่าง ๆ มากมาย และมีช่องโหว่ เกิดการทุจริตหลากหลายวิธี ซึ่งภาครัฐก็ไม่สามารถควบคุมได้ หากแต่โครงการต่าง ๆ เหล่านี้ก็สามารถช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้บ้าง
  4. ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันตรุษจีน และเป็นวันหยุดยาวทำให้คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมาก   

มีการจับจ่ายใช้สอยทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค รวมถึงการซื้อของเพื่อนำไปไหว้บรรพบุรุษ และเลี้ยงฉลองกันภายในครอบครัว  อีกทั้ง ความต้องการของประชาชนที่ไม่ได้ฉลองในช่วงปีใหม่ ได้ปลดปล่อยออกมาหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง ทำให้การเดินทางท่องเที่ยวและการบริโภคเพิ่มมากขึ้น

                อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในช่วงขาลง จำเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว และยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจโลก โดยปัจจัยบวกที่เป็นแนวโน้มในทางที่ดีในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย มีดังนี้

  1. จำนวนผู้ป่วยใหม่ทั่วโลกลดลงอย่างชัดเจน จากเดิมวันละประมาณ 6-7 แสนคน ปัจจุบันเหลือวันละ 3-4 แสนคน ในขณะที่ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงเช่นกัน
  2. รัฐบาลไทยมีแผนจะเปิด Vaccine Passport  เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย  โดยการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะไม่ส่งผลต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19  ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ และประชาชนคนไทยเกิดความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น  อีกทั้ง เงินตราต่างประเทศที่เข้ามาจะหมุนเวียนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศไทยให้ดีขึ้น
  3. เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น
  4. การเบิกจ่ายมาตรการรัฐที่ได้ประกาศไว้ ทั้ง พรบ. งบประมาณปกติ และ พรก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากนำไปดำเนินโครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง โดยไม่ไปผ่านโครงการของหน่วยงานภาครัฐที่จัดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวกและเครือญาติ ย่อมสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างแน่นอน
  5. การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ โดยการสร้างพันธมิตรกับนานาประเทศรวมถึงการขอยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าต่าง ๆ จะทำให้การส่งออกของไทยสามารถขยายตัวไปได้อย่างก้าวกระโดด
  6. การดูแลและรักษาบรรยากาศทางการเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จะทำให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นสูงขึ้น

ขณะที่ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 35.70 และ 30.50 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 33.50 และ 32.10 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 27.90 , 34.90 และ 32.80 ตามลำดับ

                 ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ ค่าครองชีพ คิดเป็นร้อยละ 26.40 รองลงมา คือ ราคาสินค้าสูง และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  คิดเป็นร้อยละ 21.10 และ 18.70 ตามลำดับ ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือ ค่าครองชีพ รองลงมา คือ ราคาสินค้าสูง ตามลำดับ

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts