ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือน เมษายน 2569

Spread the love

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือน เมษายน 2569

                      ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

              ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนเมษายน 2569 เปรียบเทียบเดือนมีนาคม และกุมภาพันธ์ 2569

 

 

                                 รายการ

กุมภาพันธ์ 2569 มีนาคม 2569 เมษายน 2569
เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น คงที่/เท่าเดิม ลดลง/

แย่ลง

เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น คงที่/เท่าเดิม ลดลง/

แย่ลง

เพิ่มขึ้น/ดีขึ้น คงที่/เท่าเดิม ลดลง/

แย่ลง

1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม    27.80   43.80   28.40   26.70   43.50   29.80 26.50 43.30 30.20
2. รายได้จากการทำงาน 27.80 42.90 29.30 27.50 42.40 30.10 27.30 42.20 30.50
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น

ในครอบครัว

29.70 43.60 26.70 29.90 43.70 26.40 30.20 43.90 25.90
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง

ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ

27.50 43.70 28.80 27.00 43.20 29.80 27.50 43.50 29.00
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 26.60 42.80 30.60 26.40 42.50 31.10 26.20 42.20 31.60
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 25.50 42.70 31.80 25.30 42.00 32.70 25.40 41.50 33.10
7. การออมเงิน 24.10 41.40 34.50 24.20 41.80 34.00 24.30 41.20 34.50
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 25.60 41.40 33.00 25.40 41.60 33.00 25.10 41.40 33.50
9. การลดลงของหนี้สิน 24.20 42.80 33.00 24.00 42.40 33.60 24.10 42.40 33.50
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 25.30 43.70 31.00 25.10 43.50 31.40 25.30 43.10 31.60
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 23.00 40.20 36.80 23.20 40.00 36.80 23.10 39.40 37.50
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด

ชายแดนภาคใต้

25.60 43.00 31.40 25.60 43.00 31.40 25.40 42.80 31.80
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 27.40 41.60 31.00 27.20 41.20 31.60 27.40 40.50 32.10

 

ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน 2569

 

รายการ 2569
กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 46.80 45.70 44.10*
2. รายได้จากการทำงาน 41.30 41.00 39.80*
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 52.90 53.10 53.50
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 49.40 47.50 49.90
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 46.50 45.80 45.40*
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 40.20 39.90 39.70*
7. การออมเงิน 38.60 38.50 38.30*
8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ 35.70 34.20 34.00*
9. การลดลงของหนี้สิน 41.80 41.60 41.30*
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 40.40 40.20 40.10*
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 34.10 34.00 33.90*
12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 32.00 32.00 31.80*
13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 38.30 37.40 37.10*
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 41.40 40.80 40.60*

* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นที่ลดลง

                ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนเมษายน 2569 (40.60) ปรับตัวลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมีนาคม 2569 (40.80) และเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (41.40) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่  ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม  รายได้จากการทำงาน  ความสุขในการดำเนินชีวิต  ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย)  การออมเงิน  การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ การลดลงของหนี้สิน  ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหายาเสพติด การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ  โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลง มาจากปัจจัยสำคัญ คือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของพลังงานโลกหยุดชะงัก ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และการที่ราคาพลังงาน เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น จึงส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นมาก ทั้งนี้เพราะก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และค่าน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนของการขนส่ง และต้นทุนการผลิตสินค้าทุกชนิดมีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาอาหารและข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้พ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อความอยู่รอด ในขณะที่รายได้หรือค่าจ้างของประชาชนส่วนใหญ่ยังคงเท่าเดิม จึงทำให้ประชาชนต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อซื้อของจำนวนเท่าเดิม ซึ่งนับเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าข้าวของแพงขึ้น และค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ในขณะที่ภาคธุรกิจก็ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จนแข่งขันได้ยาก นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องนำเงินไปอุดหนุนเพื่อตรึงราคาพลังงานไม่ให้แพงเกินไปจนเกิดเป็นภาระหนี้สาธารณะจำนวนมาก

จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเดินทางท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก  ทั้งนี้เพราะเมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนของการท่องเที่ยวสูงขึ้น ทำให้ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโดยสารรถทัวร์ รถตู้ แท็กซี่ และเรือนำเที่ยวก็ต้องปรับราคาขึ้นตาม  นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติจำนวนมากได้ชะลอการเดินทาง หรือลดจำนวนวันในการท่องเที่ยว รวมถึงลดการจับจ่ายใช้สอยลง  ผลกระทบนี้จึงตกไปสู่อาชีพที่พึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นทอด ๆ ตั้งแต่กลุ่มผู้ให้บริการขนส่ง (คนขับรถตู้ แท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก เรือหางยาว) บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของฝากและของที่ระลึก รวมถึงชุมชนที่ให้บริการท่องเที่ยว โดยผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวต้องเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวและกำลังซื้อที่ลดลง ส่งผลให้รายได้ลดลงเป็นอย่างมาก  อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันแพงมากที่สุด คือ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เพราะคนกลุ่มนี้ต้องนำเงินเดือนหรือค่าจ้างส่วนใหญ่ไปใช้จ่ายกับสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าสินค้า เมื่อของแพงขึ้นแต่รายได้ยังคงเท่าเดิม ทำให้รายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จนทำให้หลายครอบครัวต้องดึงเงินเก็บออกมาใช้ หรือไปกู้หนี้ยืมสิน โดยเฉพาะการพึ่งพาหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูงมาก ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประชาชนติดอยู่ในวงจรหนี้สินที่หลุดพ้นได้ยาก ในขณะเดียวกัน ประชาชนที่ทำอาชีพค้าขายหรือทำธุรกิจขนาดเล็กก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น บางรายต้องยอมลดกำไร เพราะกลัวลูกค้าจะหนีหาย บางรายก็ลดจำนวนลูกจ้าง และบางรายก็ต้องปิดกิจการในที่สุด

จากการสัมภาษณ์ประชาชนต่อความคาดหวังและความต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนในหลากหลายอาชีพได้เสนอแนะต่อคณะรัฐบาล ดังนี้ 

  1. ประชาชนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลางเฝ้ารอโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (รัฐจ่าย 60 % และประชาชนจ่าย 40 %) เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ ทั้งนี้ ประชาชนเสนอให้ภาครัฐขยายข้อจำกัดสินค้าให้สามารถใช้จ่ายได้หลากหลายมากขึ้น จากเดิม : สามารถใช้ซื้ออาหาร เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็นทั่วไปได้เท่านั้น ทั้งนี้ ภาครัฐควรให้สามารถใช้จ่ายกับค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะ เช่น สแกนจ่ายค่ารถเมล์ รถไฟฟ้า รถตู้ประจำทาง รถสองแถว และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นต้น
  2. ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทย ได้แก่ บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของฝากและของที่ระลึก รวมถึงชุมชนท่องเที่ยว ต้องการให้ภาครัฐดำเนินโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” โดยรัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทยให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตในขณะนี้
  3. จากการที่ภาครัฐสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าไฟฟ้านั้น ประชาชนมองว่า การสนับสนุนของภาครัฐไม่น่าสนใจ เพราะต้องมีเงินดาวน์ 10-20%  และดอกเบี้ยเงินกู้ก็อยู่ในอัตราที่สูง รวมถึงระยะเวลาในการผ่อนได้นานสูงสุดเพียง 7 ปีเท่านั้น โดยประชาชนเสนอภาครัฐให้ปรับเงื่อนไข ดังนี้

                  3.1 ให้กู้เต็ม 100% แบบไม่ต้องมีเงินดาวน์ และไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยในการพิจารณาควรใช้เพียงใบรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน  รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน  หลักฐานการเสียภาษี เป็นต้น

                  3.2 ยืดเวลาผ่อนเป็น 10-15 ปี  เพื่อให้ค่าผ่อนจ่ายรายเดือนถูกกว่าค่าไฟที่ประหยัดได้

                  3.3 รัฐช่วยอุดหนุนให้ดอกเบี้ยถูกลง เพื่อลดภาระอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืม ทำให้การลงทุนติดโซลาร์เซลล์ของประชาชนมีความคุ้มค่ามากขึ้น

                  3.4 ลดความยุ่งยากด้วยบริการทำเอกสารจุดเดียวจบ ให้ประชาชนสามารถติดต่อขอสินเชื่อและขออนุญาตติดตั้งต่าง ๆ ได้เบ็ดเสร็จในที่เดียว

                  3.5 ภาครัฐควรอนุญาตให้นำไฟฟ้าที่ผลิตเกินในช่วงกลางวัน ไปหักลบออกจากบิลค่าไฟที่ใช้ในช่วงกลางคืนได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างแท้จริง

  1. จากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน ฝนทิ้งช่วงหลายเดือน อากาศแห้งแล้ง ทำให้พืชผลการเกษตรได้รับความเสียหาย ผลผลิตลดลง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรลดลง ทั้งนี้ ภาครัฐควรสนับสนุนให้เกษตรกรติดโซลาร์เซลล์และใช้เทคโนโลยีจัดการน้ำเพื่อลดต้นทุน พร้อมส่งเสริมการแปรรูปและขายสินค้าออนไลน์โดยตรงเพื่อเพิ่มกำไรชดเชยผลผลิตที่ลดลง นอกจากนี้ควรมีระบบประกันภัยพืชผลที่ประเมินและจ่ายเงินชดเชยได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กไว้ใช้ในระดับชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้
Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts

Verified by ExactMetrics