ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกรกฎาคม 2568
ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนกรกฎาคม 2568 เปรียบเทียบเดือนมิถุนายน 2568 และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า
|
รายการ |
มิถุนายน 2568 | กรกฎาคม 2568 | คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า | ||||||
| เพิ่มขึ้น/ | คงที่/ | ลดลง/ | เพิ่มขึ้น/ | คงที่/ | ลดลง/ | เพิ่มขึ้น/ | คงที่/ | ลดลง/ | |
| ดีขึ้น | เท่าเดิม | แย่ลง | ดีขึ้น | เท่าเดิม | แย่ลง | ดีขึ้น | เท่าเดิม | แย่ลง | |
| 1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม | 28.00 | 43.70 | 28.30 | 28.10 | 43.20 | 28.70 | 32.30 | 45.60 | 22.10 |
| 2. รายได้จากการทำงาน | 26.10 | 43.30 | 30.60 | 26.00 | 43.20 | 30.80 | 30.10 | 54.60 | 15.30 |
| 3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น
ในครอบครัว |
33.00 | 45.10 | 21.90 | 32.70 | 45.20 | 22.10 | 34.20 | 51.20 | 14.60 |
| 4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง
ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ |
27.80 | 45.10 | 27.10 | 28.30 | 45.50 | 26.20 | 34.70 | 51.70 | 13.60 |
| 5. ความสุขในการดำเนินชีวิต | 28.20 | 43.10 | 28.70 | 28.00 | 43.30 | 28.70 | 32.80 | 54.10 | 13.10 |
| 6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) | 27.20 | 45.30 | 27.50 | 27.00 | 45.10 | 27.90 | 39.70 | 45.10 | 15.20 |
| 7. การออมเงิน | 24.80 | 42.70 | 32.50 | 24.50 | 42.60 | 32.90 | 33.80 | 48.80 | 17.40 |
| 8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ | 25.10 | 43.50 | 31.40 | 25.20 | 43.00 | 31.80 | 38.60 | 47.50 | 13.90 |
| 9. การลดลงของหนี้สิน | 24.30 | 43.50 | 32.20 | 24.10 | 43.30 | 32.60 | 32.40 | 50.10 | 17.50 |
| 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 26.50 | 44.00 | 29.50 | 26.30 | 44.10 | 29.60 | 35.60 | 51.30 | 13.10 |
| 11. การแก้ปัญหายาเสพติด | 23.70 | 42.10 | 34.20 | 23.40 | 41.70 | 34.90 | 39.60 | 49.80 | 10.60 |
| 12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ |
26.30 | 49.30 | 24.40 | 26.10 | 47.30 | 26.60 | 32.80 | 35.70 | 31.50 |
| 13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | 27.20 | 41.20 | 31.60 | 27.30 | 40.50 | 32.20 | 32.80 | 53.70 | 13.50 |
ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนพฤษภาคม มิถุนายน และกรกฎาคม 2568
| รายการ | 2568 | ||
| พฤษภาคม | มิถุนายน | กรกฎาคม | |
| 1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม | 46.70 | 45.10 | 44.60* |
| 2. รายได้จากการทำงาน | 43.50 | 43.30 | 42.80* |
| 3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว | 60.10 | 58.90 | 58.10* |
| 4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ | 47.80 | 46.70 | 47.90 |
| 5. ความสุขในการดำเนินชีวิต | 48.60 | 47.80 | 47.40* |
| 6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) | 41.90 | 41.50 | 41.00* |
| 7. การออมเงิน | 39.80 | 39.60 | 39.30* |
| 8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ | 38.00 | 37.90 | 37.50* |
| 9. การลดลงของหนี้สิน | 44.60 | 44.10 | 43.70* |
| 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 43.00 | 42.80 | 42.60* |
| 11. การแก้ปัญหายาเสพติด | 37.10 | 36.40 | 36.30* |
| 12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ | 33.50 | 33.40 | 33.20* |
| 13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | 39.40 | 38.20 | 37.90* |
| 14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม | 43.40 | 42.70 | 42.50* |
* หมายถึง ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลง

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนกรกฎาคม (42.50) ปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายน (42.70) และเดือนพฤษภาคม (43.40) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ การลดลงของหนี้สิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหายาเสพติด การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลงมีความเชื่อมโยงกันหลายด้าน ดังนี้
- ด้านภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ลดลงเกิดจากสาเหตุ
- การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกของไทยลดลง
- ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าว และผลไม้
- ราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น
- ภาคการท่องเที่ยวซบเซา เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน
- ด้านรายได้จากการทำงานที่ลดลงเกิดจากสาเหตุ
- รายได้ของเกษตรกรลดลง เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรที่ออกมาในช่วงนี้มีจำนวนมากกว่าความต้องการของตลาด ทำให้สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ในขณะที่ต้นทุนของปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และ ค่าแรงสูงขึ้น
- พนักงานบริษัทของหลายองค์กรเงินเดือนไม่ปรับเพิ่ม และมีการบอกเลิกจ้าง ทำให้พนักงานบริษัทส่วนหนึ่งตกงาน ขาดรายได้ รวมถึงกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่เป็นลูกจ้างรายวันมีงานให้ทำน้อยลง ทำให้ไม่มีความมั่นคงด้านรายได้
- ผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs ยอดขายน้อยลง เนื่องจากลูกค้าเริ่มหันไปซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างชาติ เพราะมีราคาถูกกว่า รวมถึงร้านค้าปลีกขนาดเล็ก หาบเร่ แผงลอยมีรายได้ลดลง เนื่องจากมีคู่แข่งมากขึ้น อีกทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภคมีน้อย
- ด้านรายจ่ายครัวเรือนที่สูงขึ้นเกิดจากสาเหตุ
- ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นสูงขึ้นตามไปด้วย
- ต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น ทำให้เกิดการปรับขึ้นราคาอาหารตามสั่ง ข้าวแกง และเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านของประชาชน
- ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงขึ้น อาทิ ค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าเรียนพิเศษทำให้ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่กำลังศึกษาอยู่ มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย อีกทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงทำให้เงินที่จ่ายสามารถลดเงินต้นได้เพียงเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่จะเป็นดอกเบี้ยเงินกู้
- ด้านความไม่มั่นคงในชีวิตและความรู้สึกไม่ปลอดภัยเกิดจากสาเหตุ
- เหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเกิดขึ้นเป็นระยะ และมีการก่อเหตุรุนแรงในหลายพื้นที่ ทำให้ประชาชนเกิดความกังวล และเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
- ภาครัฐยังไม่สามารถจัดการกับธุรกิจผิดกฎหมายได้ อาทิ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ ยาเสพติด และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ ฯลฯ
- จากปัญหาหนี้สินที่ต้องการหาเงินใช้หนี้ รวมถึงผู้ที่เสพยาต้องการหาเงินไปซื้อยาเสพติด ทำให้บางคนหันไปลักทรัพย์ตามบ้านเรือนและห้องเช่า ขโมยของในร้านค้า ขโมยมอเตอร์ไซค์ รวมถึงการฉกชิงวิ่งราวผู้หญิงหรือผู้สูงอายุ เป็นต้น
- ด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พบว่า ภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เกิดจากสาเหตุ
- นโยบายของรัฐบาลไม่สามารถทำได้ตามที่หาเสียงไว้ เช่น โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท การปรับค่าแรง และเงินเดือนปริญญาตรี ฯลฯ
- นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไม่มีแผนที่เป็นระบบ ดำเนินงานล่าช้า และไม่มีโครงการใดที่เห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม อาทิ การแก้ปัญหาหนี้ประชาชน การลดค่าครองชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การกระตุ้นการท่องเที่ยว และการส่งเสริม Soft Power อีกทั้ง นโยบายภาครัฐส่วนใหญ่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในเมือง ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยปัญหาหนี้ครัวเรือนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มประชาชนที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ
- กลไกของระบบราชการไทยที่ล้าสมัย ทำให้การดำเนินงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพ ดังนี้
1) การดำเนินงานของราชการการไทยล่าช้า ขาดความยืดหยุ่น และไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงไม่ตอบสนองต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ เนื่องจากข้าราชการที่เป็นคนรุ่นเก่า ล้วนเป็นผู้บริหารและข้าราชการอาวุโสของหน่วยงาน ซึ่งส่วนหนึ่งไม่ยอมปรับตัวและไม่พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่
2) หน่วยงานราชการขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เป็นการทำงานแบบแยกส่วนและเกิดการทับซ้อนกัน นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน อีกทั้งทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณของประเทศ
3) ระบบราชการไทยขาดความโปร่งใสและไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ทำให้เกิดปัญหาการทุจริต เช่น การฮั้วประมูล การจัดซื้อจัดจ้าง และการรับสินบน เป็นต้น
จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนและนักวิชาการในหลากหลายสาขาอาชีพได้เสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้
- ประชาชนมองว่า ระบบราชการเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเสนอให้มีการปฏิรูประบบราชการให้มีความทันสมัย โปร่งใส่ และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการให้บริการที่ตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว โดยเสนอแนวทางการปฏิรูประบบราชการ ดังนี้
1.1 ปรับโครงสร้างของหน่วยงานราชการเพื่อลดความซ้ำซ้อน และให้เกิดความคล่องตัว โดยการควบรวมหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน และยุบหน่วยงานที่ไม่มีความจำเป็น เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐ
1.2 พัฒนาระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีในการให้บริการแบบอัตโนมัติที่สามารถตอบสนองแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที โดยการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสาร การนำระบบ One Stop Sevice เข้ามาใช้ในหน่วยงาน และเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน
1.3 การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยให้ข้าราชการระดับท้องถิ่นมีอำนาจในการตัดสินใจดำเนินการที่เกี่ยวกับท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานในพื้นที่มีความยืดหยุ่นและรวดเร็วยิ่งขึ้น
1.4 การสร้างระบบเปิดเผยข้อมูลภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการแผนการดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง
1.5 การเปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ นักวิชาการ และภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภาครัฐ เพื่อให้นโยบายต่าง ๆ สามารถตอบโจทย์ของประชาชนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง รวมถึงสามารถติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานให้เกิดความปร่งใสได้
- ปัจจุบันความเจริญของประเทศยังกระจุกอยู่เฉพาะส่วนกลางและในตัวเมือง ประชาชนจึงเสนอให้ภาครัฐกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค อาทิ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค การกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นบริหารจัดการมากขึ้น การให้ธนาคารของรัฐปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยในภูมิภาคมากขึ้น และการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวในตัวเมือง เป็นต้น
- ปัจจุบันค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาอาหารปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รายได้ของประชาชนส่วนใหญ่เท่าเดิม ทั้งนี้ ประชาชนจึงขอให้ภาครัฐควบคุมราคาพลังงาน ควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น รวมถึงสนับสนุนร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ให้มีจำนวนมากขึ้น และกระจายครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ
- ราคาผลผลิตทางการเกษตรประเภทผลไม้ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ซึ่งปีนี้ราคาตกต่ำเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรไม่สามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้ ในขณะที่ต้นทุนค่าปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และแรงงานเพิ่มสูงขึ้น ทำห้เกษตรขาดทุน เนื่องจากรายรับที่ได้รับน้อยกว่าจำนวนเงินที่ลงทุนไป เกษตรกรจึงขอให้ภาครัฐช่วยดูแลราคาผลผลิตทางการเกษตร และช่วยหาตลาดเพื่อกระจายผลผลิตทางการเกษตรให้แก่เกษตรกร
ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 32.30 และ 30.10 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็น ร้อยละ 34.20 และ34.70 ตามลำดับ ในขณะที่ความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ
32.80, 32.80 และ 32.80 ตามลำดับ
