ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม 2568
ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม 2568 เปรียบเทียบเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า
|
รายการ |
กุมภาพันธ์ 2568 | มีนาคม 2568 | คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า | ||||||
| เพิ่มขึ้น/ | คงที่/ | ลดลง/ | เพิ่มขึ้น/ | คงที่/ | ลดลง/ | เพิ่มขึ้น/ | คงที่/ | ลดลง/ | |
| ดีขึ้น | เท่าเดิม | แย่ลง | ดีขึ้น | เท่าเดิม | แย่ลง | ดีขึ้น | เท่าเดิม | แย่ลง | |
| 1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม | 28.60 | 43.90 | 27.50 | 28.40 | 43.80 | 27.80 | 38.60 | 49.50 | 11.90 |
| 2. รายได้จากการทำงาน | 26.70 | 43.70 | 29.60 | 26.80 | 43.50 | 29.70 | 38.50 | 42.80 | 18.70 |
| 3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็น
ในครอบครัว |
32.80 | 45.80 | 21.40 | 32.50 | 45.60 | 21.90 | 32.40 | 46.70 | 20.90 |
| 4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง
ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ |
29.00 | 44.50 | 26.50 | 28.80 | 44.60 | 26.60 | 36.90 | 43.60 | 19.50 |
| 5. ความสุขในการดำเนินชีวิต | 28.30 | 44.50 | 27.20 | 28.10 | 44.50 | 27.40 | 32.90 | 42.70 | 24.40 |
| 6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) | 27.60 | 46.90 | 25.50 | 27.60 | 46.90 | 25.50 | 33.10 | 43.40 | 23.50 |
| 7. การออมเงิน | 25.70 | 43.60 | 30.70 | 25.40 | 43.10 | 31.50 | 34.70 | 45.30 | 20.00 |
| 8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ | 25.80 | 43.60 | 30.60 | 25.60 | 43.50 | 30.90 | 36.60 | 47.80 | 15.60 |
| 9. การลดลงของหนี้สิน | 24.80 | 34.40 | 40.80 | 24.80 | 34.40 | 40.80 | 35.70 | 44.80 | 19.50 |
| 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 27.30 | 44.50 | 28.20 | 27.00 | 44.30 | 28.70 | 36.40 | 52.40 | 11.20 |
| 11. การแก้ปัญหายาเสพติด | 24.00 | 43.00 | 33.00 | 24.20 | 42.50 | 33.30 | 38.50 | 47.90 | 13.60 |
| 12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ |
26.20 | 42.10 | 31.70 | 26.00 | 41.70 | 32.30 | 35.70 | 43.80 | 20.50 |
| 13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | 27.40 | 44.30 | 28.30 | 27.20 | 44.10 | 28.70 | 32.40 | 47.70 | 19.90 |
ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2568
| รายการ | 2568 | ||
| มกราคม | กุมภาพันธ์ | มีนาคม | |
| 1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม | 47.80 | 47.90 | 47.40 |
| 2. รายได้จากการทำงาน | 43.90 | 44.10 | 43.70 |
| 3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว | 61.40 | 61.70 | 60.80 |
| 4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ | 50.10 | 49.80 | 48.50 |
| 5. ความสุขในการดำเนินชีวิต | 49.70 | 49.80 | 49.20 |
| 6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) | 42.80 | 42.90 | 42.30 |
| 7. การออมเงิน | 40.30 | 40.40 | 40.00 |
| 8. การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ | 38.20 | 38.50 | 38.10 |
| 9. การลดลงของหนี้สิน | 45.30 | 45.40 | 45.20 |
| 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 43.40 | 43.60 | 43.10 |
| 11. การแก้ปัญหายาเสพติด | 37.60 | 37.50 | 37.30 |
| 12. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ | 34.10 | 34.10 | 33.90 |
| 13. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | 40.20 | 42.30 | 40.10 |
| 14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม | 44.30 | 44.50 | 43.80 |

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมเดือนมีนาคม (43.80) ปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ (44.50) และเดือนมกราคม (44.30) โดยดัชนีที่มีการปรับตัวลดลง ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน การรักษามาตรฐานค่าครองชีพ การลดลงของหนี้สิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหายาเสพติด การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยปัจจัยลบที่สำคัญ คือ กำลังซื้อของประชาชนลดลง เมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการลดหย่อนภาษี (Easy E-Receipt) และโครงการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านไป ทำให้ประชาชนกลับมาจับจ่ายใช้สอยเฉพาะเท่าที่จำเป็น เนื่องจากประชาชนจำนวนไม่น้อยยังมีหนี้จำนวนมาก ซึ่งจากการสำรวจ พบว่า หนี้ครัวเรือนของประเทศไทยติดอันดับ 2 ของเอเชีย โดยมีมากถึง 90% ของ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) และเป็นหนี้เสีย หรือหนี้ที่ไม่สามารถชำระคืนให้กับสถาบันการเงินได้ประมาณร้อยละ 9 ของหนี้ทั้งหมด หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท โดยจำนวนหนี้ดังกล่าวยังไม่รวมหนี้นอกระบบ ซึ่งคนไทยกว่า 20% เป็นหนี้อยู่
แนวความคิดของรัฐบาลที่กำลังพิจารณามาตรการซื้อคืนหนี้สินจากสถาบันการเงินนั้น ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่า การซื้อหนี้ของประชาชนเพื่อมาบริหารจัดการหนี้เป็นแนวคิดที่ดีในการช่วยให้คนไทยไม่มีหนี้ แต่รัฐบาลควรพิจารณาเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่มีโอกาสชำระหนี้ได้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่เคยเป็นลูกหนี้ชั้นดี แต่มีปัจจัยบางอย่างทำให้เป็นหนี้เสีย เช่น ลูกหนี้ช่วงโควิด19 ซึ่งหากรัฐบาลซื้อลูกหนี้ที่เหมาะสม ย่อมมีโอกาสได้หนี้คืน และธุรกิจก็สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง หากแต่ที่ผ่านมา รัฐบาลเน้นช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสีย ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสกลับมาได้ แม้จะขอให้ลูกหนี้ผ่อนจ่ายเพียง 10% ก็ไม่สามารถผ่อนจ่ายได้ โดยลูกหนี้เหล่านี้มักจะมีคำกล่าวที่ว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” ซึ่งหากรัฐบาลซื้อหนี้ที่มีลักษณะเช่นนี้ โอกาสที่จะได้หนี้คืนก็เป็นไปได้ยาก อีกทั้ง ลูกหนี้เหล่านี้อาจจะสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีก ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาแนวทางการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นหนี้ โดยพิจารณาจากกลุ่มลูกหนี้ที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาระหนี้สินกับประเทศ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่าบางช่วงอาจจะดูว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่บางช่วงก็ดูเหมือนทรงตัว และบางช่วงก็อาจจะดูตกต่ำ จากผลการสำรวจ พบว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจดีขึ้นนั้นจะเป็นช่วงเทศกาล รวมถึงช่วงที่ภาครัฐมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเมื่อผ่านพ้นช่วงดังกล่าว เศรษฐกิจก็จะเข้าสู่ช่วงทรงตัวและตกต่ำ โดยต้นเหตุของปัญหามาจากประชาชนขาดกำลังซื้อ เพราะรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ถึงแม้ว่าเงินเฟ้อไม่ถึง 1% แต่หากพิจารณาจากค่าครองชีพของประชาชนแล้ว กลับพบว่า เพิ่มสูงขึ้นมาก เป็นเพราะราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นเพิ่มสูงขึ้น 10-20% ดังนั้นรัฐบาลควรหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงปี พ.ศ. 2568 นี้ ภาครัฐควรมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของคนในประเทศ อันจะนำไปสู่การเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โครงการลดหย่อนภาษี โครงการติดตั้งโซล่าเซลล์ รวมถึงโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นต้น
จากการสัมภาษณ์และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในสิ่งที่ประชาชนคาดหวังและต้องการ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประชาชนและนักวิชาการในหลากหลายสาขาอาชีพได้เสนอแนะต่อรัฐบาล ดังนี้
- ปัจจุบันทุนจีนเทาได้เข้ามาประกอบกิจการในประเทศไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของรัฐส่วนหนึ่งรู้เห็นและเอื้อประโยชน์ให้แก่ทุนจีนเทาหล่านี้ และเมื่อทุนจีนเทาได้รับเงินจากการทำธุรกิจก็จะนำเงินที่ได้ส่งกลับประเทศจีน โดยผลประโยชน์แทบไม่ตกถึงประเทศไทยเลย แม้แรงงานส่วนใหญ่ก็เป็นคนจีน โดยกิจการของทุนจีนเทามีมากมาย ได้แก่ ที่พัก รีสอร์ท คอนโดมิเนียม ร้านอาหาร ผับ บาร์ อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ซุปเปอร์มาเก็ต ร้านนวดเพื่อสุขภาพ ร้านแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น โดยธุรกิจของทุนจีนเทาได้ใช้ช่องโหว่ของกฎหมายในการใช้คนไทยเป็นตัวแทนหรือนอมินีในการจดทะเบียนบริษัท เพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย อีกทั้งใช้การชำระเงินด้วย WeChat Pay และ Alipay เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทยไม่สามารถติดตามธุรกรรมทางการเงินได้ ส่งผลให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับจากการจัดเก็บภาษี และในการเข้ามาประกอบธุรกิจของจีนเทาเหล่านี้ ซึ่งเป็นการแย่งงานและแย่งอาชีพของคนไทย ทั้งนี้ ประชาชนจึงเสนอแนะให้ภาครัฐต้องหามาตรการป้องกันและแก้ปัญหาการเปิดธุรกิจของทุนจีนเทาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ทุนจีนเทาจะยึดพื้นที่ในการทำธุรกิจของคนไทยไปมากกว่านี้
- ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวเข้ามาอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก และแรงงานต่างด้าวจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีใบอนุญาต อีกทั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ยังเข้ามาแย่งอาชีพสงวนของคนไทย โดยทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ต่างด้าวจะทำได้ จึงเสนอแนะให้ภาครัฐแต่งตั้งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบการกระทำความผิดของแรงงานต่างด้าว ผู้ประกอบการที่รับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้ามา รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่รับผลประโยชน์จากแรงงานต่างด้าว
- 3. จากปัญหาที่พนักงานเอกชนส่วนใหญ่ต้องหางานทำหลังเกษียณอายุ เป็นเพราะประชาชนที่เป็นพนักงานในภาคเอกชน แม้ต้องจ่ายเงินเข้าประกันสังคม แต่เมื่อเกษียณจะได้รับบำนาญชราภาพเพียงไม่กี่พันบาท ทั้งที่เขาก็เป็นคนไทยและทำงานให้กับประเทศไทยเหมือนกับข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยจากผลการสำรวจ พบว่า คนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่พนักงานเอกชนมักมีความเข้าใจผิดว่า ในวุฒิการศึกษาที่เท่ากันนั้น รายได้ของพนักงานเอกชนได้รับมากกว่าข้าราชการ ซึ่งที่ได้มากกว่าก็มีเพียงพนักงานของบริษัทชั้นนำหรือองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งมีไม่ถึง 10 % ขององค์กรเอกชนทั้งหมดในประเทศไทย และหากเปรียบเทียบวุฒิการศึกษาที่เท่ากันแล้ว พบว่า พนักงานเอกชนมีรายได้น้อยกว่าข้าราชการหลายพันบาท รวมถึงการขึ้นเงินเดือนของเอกชนก็น้อยกว่าราชการ อีกทั้งสวัสดิการทุกอย่างก็น้อยกว่า รวมถึงบำนาญชราภาพก็น้อยกว่ามาก จึงทำให้พนักงานเอกชนส่วนใหญ่เมื่อเกษียณอายุก็ยังต้องหางานทำ เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว ทั้งนี้จึงวอนขอให้รัฐบาลหาแนวทางช่วยเหลือพนักงานเอกชนหลังเกษียณให้มีชีวิตที่มั่นคง ถึงแม้เงินบำนาญชราภาพจะไม่เท่ากับข้าราชการเกษียณ แต่ก็ไม่ควรให้คนไทยกลุ่มนี้ต้องลำบากหลังเกษียณ
- 4. ปัจจุบันตำรวจมีการตั้งด่านจำนวนมาก เพื่อตรวจจับความผิดของผู้ใช้รถบนถนน โดยเฉพาะการจับรถที่ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กำหนด ทั้งนี้ มีการออกใบสั่งค่าปรับจราจร และให้จ่ายค่าปรับเป็นเงินสด ซึ่งในทุกเส้นทางที่มีการตั้งด่านจะทำให้การจราจรจะติดขัด ประชาชนที่ใช้รถสัญจรบนถนนได้รับความเดือดร้อนมาก โดยประชาชนมองว่า การดำเนินการเกี่ยวกับค่าปรับจราจรเป็นการหาผลประโยชน์เพื่อตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจและส่งให้กับผู้บังคับบัญชาในระดับสูง มิใช่ดำเนินงานเพื่อความห่วงใยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ประชาชนจึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นประธานกรรมการตำรวจ และพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกพระราชบัญญัติให้เงินค่าปรับจราจรทั้งหมดเข้างบประมาณแผ่นดิน โดยให้ยกเลิกส่วนแบ่งค่าปรับทั้งหมด เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง
- จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวนหนึ่งในภาคใต้เกี่ยวกับการเปิดคาสิโนถูกกฎหมาย พบว่า ประชาชนกว่า 70% ไม่เห็นด้วย ซึ่งสวนทางกับผลสำรวจผ่านเว็บไซต์ของรัฐบาล ที่มีผู้แสดงความเห็น 71,289 คน พบว่า ประชาชน 80% เห็นด้วยกับการเปิดสถานบันเทิงครบวงจรที่มีคาสิโนถูกกฎหมาย ดังนั้นเมื่อผลการศึกษาสวนทางกัน จึงเสนอแนะให้รัฐบาลทำประชามติ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการ เพราะผลกระทบต่าง ๆ ทั้งทางบวกและทางลบย่อมตกอยู่กับประชาชน
- ภาคใต้กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน หลายพื้นที่เริ่มเกิดภัยแล้ง ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร และทำให้ผลผลิตที่ได้ลดน้อยลง ประกอบกับราคาซื้อขายสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน และมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดน้อยตามไปด้วย ทั้งนี้ เกษตรกรจึงวอนขอให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ โดยเฉพาะการหาตลาดให้กับสินค้าเกษตร และหามาตรการช่วยเหลือเพื่อให้พืชผลทางการเกษตรมีราคาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบมากนัก
ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 38.60 และ 38.50 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็น ร้อยละ 32.40 และ 36.90 ตามลำดับ ในขณะที่ความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในอีก 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 32.90, 35.70 และ 32.40 ตามลำดับ
