มรภ.สงขลา วิจัยแนวทางจัดการศึกษานอกระบบ ร.ร. สำหรับเด็กหูหนวก คว้ารางวัลบทความระดับดีมาก

Spread the love

มรภ.สงขลา วิจัยแนวทางจัดการศึกษานอกระบบ ร.ร. สำหรับเด็กหูหนวก

คว้ารางวัลบทความระดับดีมาก เวทีสัมมนาระดับชาติด้านคนพิการ

ผอ.สถาบันพัฒนาการศึกษาพิเศษ มรภ.สงขลา ทำวิจัยแนวทางจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน สำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน คว้ารางวัลระดับดีมาก ประเภทบทความวิจัย เผยพบปัญหาหลักสูตรที่มีไม่ยืดหยุ่น ผู้เรียนมีปัญหาการสื่อสาร ความสามารถทางภาษาไทยอ่านเขียนต่ำ ซ้ำสื่อการสอนไม่เพียงพอ แนะทำหลักสูตรเฉพาะสำหรับความพิการแต่ละประเภท


                ดร.โสภณ ชัยวัฒนกุลวานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยถึงงานวิจัยเรื่อง แนวทางการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งได้รับรางวัลระดับดีมาก ประเภทบทความวิจัย ในงานสัมมนาระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 9 ประจำปี 2560 เมื่อเร็วๆ นี้ว่า มีที่มาจากการเล็งเห็นถึงปัญหาคนพิการส่วนใหญ่ของประเทศถึงร้อยละ 85 ไม่ได้เข้ารับบริการทางการศึกษา ขณะที่มีคนพิการเพียงร้อยละ 15 หรือ 330,686 คน จากผู้พิการทั้งหมด 1.9 ล้านคน ที่ได้รับการศึกษา จากตัวเลขดังกล่าวแสดงในเห็นว่าคนพิการยังเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานคือ สิทธิทางการศึกษา แม้การศึกษาสำหรับคนพิการพัฒนามาว่า 60 ปี แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรด้วยปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง อีกทั้งกระแสการพัฒนาที่เปลี่ยนไปการจัดการศึกษาที่ผ่านมาแสดงผลให้เห็นในเชิงปริมาณแล้ว ส่วนผลในเชิงคุณภาพพบว่ายังมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการหลายด้าน เนื่องจากงานวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยด้านการศึกษา มีข้อจำกัดด้านการจัดการเรียนร่วม คือ ขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษาพิเศษ ขาดแคลนงบประมาณ ขาดองค์ความรู้สอนเด็กพิเศษ ไม่มีนโยบายหรือแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เหตุผลดังกล่าวถือว่าเป็นประเด็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนและท้าทายที่นักการศึกษาด้านการศึกษาพิเศษจะต้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา
                ดร.โสภณ กล่าวว่า เมื่อพิจารณาเรื่องจำนวนโรงเรียนเฉพาะทาง พบว่าโรงเรียนโสตศึกษาของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน มีจำนวนมากที่สุด คือ 20 โรง ส่วนเด็กที่มีความพิการทางร่างกายและเด็กที่มีความพิการทางการเห็น สามารถเรียนร่วมได้ในโรงเรียนทั่วไป นอกจากนี้ สถิติข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2550 แสดงตัวเลขคนพิการวัยเรียนทั้งหมด มีจำนวนทั้งสิ้น 407,182 คน ซึ่งมีคนพิการวัยเรียนที่ได้รับบริการราว 276,147 คน แต่มีคนพิการวัยเรียนที่ไม่ได้รับบริการราว 131,035 คน คิดเป็นร้อยละ 32.18 โดยคนพิการทางการได้ยินไม่ได้รับบริการมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.78 ตนจึงสนใจที่จะศึกษาแนวทางการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เพื่อให้บุคคลกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป็นแนวทางในการวางแผนการดำเนินงานให้แก่หน่วยงานที่รับผิดชอบ ในจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้ตอบสนองความต้องการจำเป็นพิเศษ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของบุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
                ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการศึกษาพิเศษ มรภ.สงขลา กล่าวอีกว่า ผลการวิจัยพบว่าสภาพและปัญหาการจัดการศึกษาให้แก่คนกลุ่มดังกล่าวมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่ 1. ด้านหลักสูตร ไม่มีความยืดหยุ่น 2. ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ นักเรียนมีปัญหาการสื่อสารและความสามารถทางภาษาไทย อ่าน-เขียนต่ำ 3. ด้านสื่อการสอน มีสื่อไม่เพียงพอและไม่เหมาะกันคนพิการแต่ละประเภท และ 4. ด้านการวัดผลและประเมินผล นักเรียนทำคะแนนได้น้อยเพราะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ดังนั้น แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จึงควรนำหลักสูตรแกนกลางของ กศน. มาวิเคราะห์แยกย่อยออกมาเป็นหลักสูตรเฉพาะความพิการ มีกลุ่มรายวิชาเลือกตามประเภทความพิการที่เหมาะสม การเลือกรายวิชาเลือกบังคับให้เหมาะกับประเภทความพิการ และตามความชอบของเด็ก ควรมีคู่มือหรือเอกสารประกอบการจัดหลักสูตรสำหรับนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ควรมีการประชุมและพัฒนาหลักสูตรตามประเภทความพิการอย่างสม่ำเสมอ ควรมีการติดตามการใช้หลักสูตร ประเมินผลหลักสูตร ควรมีการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลอย่างต่อเนื่อง และจัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล
                “ในการแก้ปัญหาควรมีหลักสูตรเฉพาะสำหรับความพิการแต่ละประเภท และเป็นหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งในด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ควรอบรมวิธีการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ให้แก่ครูสอนคนพิการและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งควรจัดให้มีการจ้างล่ามภาษามือมาช่วยแปลในห้องเรียนและกิจกรรมการเรียนการสอนตลอดหลักสูตร และมีผู้ช่วยในการทบทวนบทเรียนให้คำปรึกษา และแนะนำการทำรายงานหรือการบ้าน เป็นที่ปรึกษาด้านภาษาไทยทั้งการอ่านและการเขียน มีสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการทำสื่อประกอบการเรียนการสอน และอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตสื่อและประยุกต์ใช้สื่อ ส่วนด้านการวัดและประเมินผลควรมีหลายวิธี และปรับเครื่องมือให้สอดคล้องและเหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียน ตลอดจนควรมีการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนพิการแต่ละประเภท ตามพัฒนาการของเด็กแต่ละคน เพิ่มเวลาในการทำแบบทดสอบและเวลาในการทำงานของเด็กกลุ่มนี้มากขึ้นกว่าปกติ”  ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการศึกษาพิเศษ มรภ.สงขลา กล่าว

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts