ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม 2563

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง
Spread the love

ดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคม 2563

                      ศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ได้ดำเนินการจัดทำดัชนีความ

เชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของ  สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนในภาคใต้ เก็บแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ จำนวน 420 ตัวอย่าง

              ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือนมีนาคมเปรียบเทียบเดือน กุมภาพันธ์ และคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า

 

รายการข้อคำถาม กุมภาพันธ์ มีนาคม คาดการณ์ใน 3 เดือนข้างหน้า
เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/ เพิ่มขึ้น/ คงที่/ ลดลง/
ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง ดีขึ้น เท่าเดิม แย่ลง
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 24.10 44.70 31.20 23.70 44.50 31.80 33.50 49.40 17.10
2. รายได้จากการทำงาน 24.50 45.80 29.70 23.10 43.70 33.20 31.70 47.50 20.80
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 36.70 44.40 18.90 35.40 47.10 17.50 34.60 45.20 20.20
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 24.40 42.10 33.50 23.80 40.30 35.90 27.30 55.10 17.60
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 29.10 47.20 23.70 27.90 45.70 26.40 36.80 48.60 14.60
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 26.30 45.80 27.90 25.20 47.10 27.70 28.40 60.30 11.30
7. การออมเงิน 27.70 48.20 24.10 25.60 46.40 28.00 32.10 46.30 21.60
8. ค่าครองชีพ 29.50 44.60 25.90 32.50 45.80 21.70 20.30 52.30 27.40
9. ภาระหนี้สิน 28.90 48.60 22.50 29.70 49.70 20.60 24.40 58.40 17.20
10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 22.70 45.80 31.50 21.20 43.40 35.40 36.80 25.60 37.60
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 26.10 48.20 25.70 27.80 46.10 26.10 26.40 50.20 23.40
12. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 24.10 44.60 31.30 23.80 47.50 28.70 27.20 53.40 19.40
13. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 24.70 46.20 29.10 26.40 47.90 25.70 32.10 45.10 22.80
                       

  

     ความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม เดือน มกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2563

รายการข้อคำถาม มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม
1. ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม 46.40 44.30 42.10
2. รายได้จากการทำงาน 42.40 42.10 39.70
3. รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว 48.20 47.50 47.20
4. รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว เช่น การเดินทาง ที่พัก อาหาร และอื่น ๆ 43.40 40.70 38.40
5. ความสุขในการดำเนินชีวิต 48.30 47.60 46.80
6. ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) 42.80 41.50 39.50
7. การออมเงิน 44.10 43.60 42.70
8. ค่าครองชีพ 37.20 38.70 39.80
9. ภาระหนี้สิน 35.10 37.80 39.20
 10. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 38.60 36.10 34.70
11. การแก้ปัญหายาเสพติด 47.90 49.20 49.80
12. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 39.50 38.80 36.40
13. การแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 36.40 35.10 35.70
14. ความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม 44.20 43.40 41.20

ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง

                ผศ.ดร.วิวัฒน์  จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ รายงานผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้ ด้านเศรษฐกิจและสังคม พบว่า ในเดือนมีนาคมดัชนีความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวมปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก โดยดัชนีที่ปรับตัวลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รายได้จากการทำงาน รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครอบครัว รายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ความสุขในการดำเนินชีวิต ฐานะการเงิน (รายได้หักรายจ่าย) การออมเงิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน  การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยปัจจัยลบประกอบด้วยหลายปัจจัย แต่ปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในภาคใต้มากที่สุด คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย  ซึ่งในขณะที่ได้ลุกลามและแพร่กระจายในสู่จังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้มากกว่า 10 จังหวัด จากทั้งหมด 14 จังหวัด  โดยมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อกว่า 200 รายแล้ว และพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ทั้งนี้ภาครัฐได้เร่งออกมาตรการต่าง ๆ มากมายเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้ยกระดับความเข้มข้นตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้สามารถคุมการแพร่เชื้อให้อยู่ในระดับที่ลดน้อยลง และไม่พบผู้ติดเชื้ออีกเลย

                จากการสัมภาษณ์ประชาชนภาคใต้ในหลายสาขาอาชีพ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น แนวทางการแก้ไข และความคิดเห็นต่อมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ รวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ มีรายละเอียดดังนี้

  1. ภาครัฐควรเตรียมความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยที่ติดไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยใช้มาตรการเชิงรุก อย่าให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยหาทางแก้ไข เพราะอาจจะไม่ทันท่วงที ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นอาจจะทำให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากเหมือนในประเทศอิตาลี  โดยสิ่งที่ประชาชนภาคใต้ต้องการให้ภาครัฐเตรียมการให้พร้อมในขณะนี้ คือ

                                1.1 การสร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ผ่านประสบการณ์จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และสามารถควบคุมได้แล้ว เช่น ประเทศจีน  ญี่ปุ่น  และสิงคโปร์ เป็นต้น  โดยเฉพาะแนวทางการป้องกัน วิธีการควบคุมโรค  รวมถึง ยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้แล้วได้ผล

                                1.2 จัดตั้งสถานพยาบาลชั่วคราวเพิ่มขึ้นในแต่ละจังหวัด เพื่อการรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส      โควิด-19  โดยการขอความร่วมมือเช่าพื้นที่ทั้งหมดของโรงแรมที่ไม่ค่อยมีลูกค้าเข้ามาพักในช่วงนี้ สำหรับรองรับผู้ติดเชื้อที่มีอาการดีขึ้นแล้ว ซึ่งนำมาเก็บตัวไว้เพื่อเฝ้าดูอาการ และเมื่อหายดีแล้วจึงค่อยอนุญาตให้กลับบ้าน

                                1.3 ใช้โมเดลแบบประเทศจีน คือ การก่อสร้างโรงพยาบาลสนามขนาด 1,000 เตียง ในจังหวัด  ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก เพื่อเป็นศูนย์กลางกักกันโรค และรองกับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  โดยตั้งเป้าในการสร้างและแล้วเสร็จ พร้อมจัดเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ ยารักษาโรค และเวชภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงสิ่งของจำเป็นให้ครบถ้วนภายในไม่เกิน 1-2 เดือน

                                1.4 นำอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามาช่วยในการดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ในโรงพยาบาล และสถานพยาบาลต่าง ๆ ที่ขาดแคลนบุคลากร โดยมีค่าตอบแทน และประกาศนียบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติให้เมื่อเสร็จภารกิจ

                                1.5 รับสมัครและว่าจ้างอาสาสมัครที่เป็นนักศึกษาแพทย์ และนักศึกษาพยาบาลให้เข้ามาช่วยเหลือในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลเพื่อรองรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ที่มีจำนวนมากขึ้น โดยมีประกาศนียบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติให้เมื่อเสร็จภารกิจ

                                1.6 รับสมัครและว่าจ้างอาสาสมัครที่ว่างงานอยู่ในขณะนี้ แต่มีจิตอาสาให้เข้ามาช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลน โดยอาสามัครเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ ที่จะต้องทำ และให้มีการฝึกปฏิบัติ โดยกำหนดคอร์สในระยะสั้นก่อนการปฏิบัติงานจริง และในขณะปฏิบัติงานในช่วงแรกให้มีบุคลากรทางการแพทย์เป็นพี่เลี้ยงคอยสอนงานให้ก่อน เมื่อมีความรู้ความเข้าใจดีแล้ว จึงปล่อยให้สามารถทำงานด้วยตนเอง โดยมีประกาศนียบัตรยกย่องเชิดชูเกียรติให้เมื่อเสร็จภารกิจ

                                1.7 การอนุมัติงบกลางซึ่งเป็นงบสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน 500,000 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาใช้ในการจัดซื้ออุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ เวชภัณฑ์ และยารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  ให้แก่ทุกโรงพยาบาลในทุก ๆ จังหวัด ให้มีเพียงพอและครบครัน อาทิ ห้องปฏิบัติการในการตรวจเชื้อโควิด-19  ชุดตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19  อุปกรณ์เครื่องช่วยหายใจ  เตียงผู้ป่วย  ชุดป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของบุคลากรทางการแพทย์  หน้ากากอนามัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และอื่น ๆ  รวมถึงการเพิ่มสวัสดิการเป็นเงินพิเศษในแต่ละเดือนให้กับบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานอย่างหนักในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

                                1.8 การจัดเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐในแต่ละจังหวัดลงพื้นที่ทำความสะอาด เช็ดถู ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโควิด-19 บริเวณสถานที่สาธารณะต่าง ๆ เป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาดของโรค เช่น ภูเก็ต  ปัตตานี ยะลา ปัตตานี และสงขลา เป็นต้น

                                1.9 การจัดตั้งด่านจุดตรวจคัดกรองในเส้นทางรอยต่อระหว่างจังหวัดอย่างเข้มข้น โดยการตรวจวัดไข้ทุกคนที่อยู่ในรถทุกคัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19  ทั้งนี้ จำเป็นต้องจัดเตรียมอุปกรณ์ในการตรวจวัดไข้ และเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอ เพื่อไม่ให้การจราจรติดขัดมาก  หากผู้ใดมีอุณหภูมิเกิน 37.5 องศาเซลเซียส ควรทำการตรวจซ้ำด้วยเครื่องตรวจอื่นด้วย หากอุณหภูมิยังไม่ลด ควรส่งให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตรวจสอบต่อไป

                                1.10 ติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกน ตามสถานที่ที่มีคนเดินผ่านไปมาจำนวนมาก หากไม่สามารถตรวจวัดไข้ได้ทั่วถึงทุกคน โดยเฉพาะสถานีขนส่งต่าง ๆ เป็นต้น

  1.              การเตรียมมาตรการเยียวยาช่วยเหลือธุรกิจ พนักงาน ลูกจ้าง และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน อันเนื่องมาจากการขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ  หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่หยุดการแพร่ระบาด หรือจนกว่าจะมีวัคซีนป้องกันโรค และยารักษาโรคโควิด-19
  2. ภาครัฐควรออกคำสั่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยให้โรงงานที่ผลิตหน้ากากอนามัย และโรงงานที่ผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ โดยเฉพาะโรงงานขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ให้ผลิตส่งขายให้กับภาครัฐเท่านั้น และให้หน่วยงานภาครัฐกระจายไปยังสถานพยาบาลต่าง ๆ รวมถึงร้านขายยา ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น  เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอุปกรณ์ในการป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ง่าย อีกทั้ง ป้องกันคนกลางรับซื้อจากโรงงานโดยตรงโดยให้ราคาที่สูงกว่าปกติ และนำไปกักตุนเพื่อส่งขายในตลาดมืดในราคาที่เกินกว่าภาครัฐกำหนด
  3. กำหนดมาตรการคุมเข้มการปล่อยหนี้นอกระบบ ซึ่งเริ่มมีมากขึ้นในขณะนี้ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากขาดรายได้ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น  ดังนั้นเมื่อไม่สามารถกู้เงินในระบบได้  จึงหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ  อย่างไรก็ตาม หนี้นอกระบบก็ยังคงอยู่กับสังคมไทย  เพราะเป็นการกู้ง่าย  บางรายไม่ต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกันก็กู้ได้ แต่หนี้นอกระบบดอกเบี้ยสูงมาก  ดังนั้นภาครัฐจึงควรออกมาตรการกับเจ้าหนี้นอกระบบ เช่น การกำหนดให้การปล่อยกู้นอกระบบได้ แต่ดอกเบี้ยจะต้องไม่เกินร้อยละเท่าไหร่ต่อเดือน  หากเกินกว่านั้นก็ถือว่าสัญญาเป็นโมฆะ  รวมถึงเจ้าหนี้บางรายได้ให้เงินแก่ผู้กู้ไม่ครบตามจำนวนที่เขียนไว้ในสัญญา เช่น การกู้เงิน 1 หมื่น แต่เจ้าหนี้เขียนในใบสัญญากู้เงินเป็น 2 หมื่น เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายในการคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด  โดยภาครัฐควรกำหนดให้สัญญาในลักษณะเช่นนี้เป็นโมฆะ
  4. การออกคำสั่งที่เป็นกฎระเบียบ หรือข้อปฏิบัติที่มีความแตกต่างกันในแต่ละจังหวัด อีกทั้ง ยังมีมาตรการที่ออกโดยภาครัฐที่เป็นส่วนกลาง ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเกิดความสับสน  ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐควรหาวิธีการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบ และไม่เกิดความสับสน
  5. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีการเยียวยาแรงงาน 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน ควรมีแนวทางที่ชัดเจนในการตรวจสอบว่าใครบ้างที่จะได้รับสิทธิ์ หรือเข้าเกณฑ์ เพราะหน่วยงานภาครัฐไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริงของแรงงานที่อยู่นอกระบบได้ จึงทำให้มีผู้ที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ตามที่ภาครัฐกำหนด แต่ได้ทำการลงทะเบียนเพื่อรับเงิน
  6. การออกมาตรการกำหนดให้ผู้ที่ออกจากอาคารบ้านเรือนและไปพบปะกับบุคคลอื่น จำเป็นต้องสวมหน้ากาก เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19
  7. ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลางที่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือสังคม ควรจัดโครงการหรือกิจกรรมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจ
  8. ประชาชนที่ไม่ได้รับผลกระทบและมีกำลังที่จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่น ควรให้การสนับสนุน โดยการบริจาคเงินหรือเวชภัณฑ์ที่จำเป็นให้กับหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อใช้ในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด-19

                ขณะที่ผลคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และรายได้จากการทำงานจะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 33.50 และ 31.70 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นต่อรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นในครัวเรือน และรายจ่ายด้านการท่องเที่ยว ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 34.60 และ 27.30 ตามลำดับ ส่วนความเชื่อมั่นด้านความสุขในการดำเนินชีวิต การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 36.80 , 27.20 และ 32.10 ตามลำดับ

                 ปัจจัยที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ามีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันมากที่สุด คือ ราคาสินค้าสูง คิดเป็นร้อยละ 27.60 รองลงมา คือ ค่าครองชีพ และราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ คิดเป็นร้อยละ 25.40 และ 14.80 ตามลำดับ ขณะที่ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก คือ ราคาสินค้าสูง รองลงมา คือ ค่าครองชีพ ตามลำดับ

Facebook Comments Box


Spread the love

Written by 

Related posts

Verified by ExactMetrics